Thursday, July 27, 2017

ภาษาไทยในวรรณคดีไทย

ความ(ไม่)รู้เรื่องภาษาไทย  ตอน  ภาษาไทยในวรรณคดีไทย


        นักเรียนมัธยมปีที่ ๕  ช่วงปีที่ ๒๔๙๖  ต่อเนื่องอีกกว่าสิบปี  คงจำได้ว่าเราเคยเรียนวรรณคดีเรื่อง "เวนิสวานิช"  พระราชนิพนธ์บทละครพูดที่พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงแปลงจากบทละครของกวีเอก วิลเลี่ยม เชคสเปียร์  William Shakespeare ชาวอังกฤษ
William Shakespeare


        ผมขออนุญาตเรียนถามท่านตรงๆ ว่า  ผ่านมาจนบัดนี้  ท่านยังจำบทอะไรในเรื่อง "เวนิสวานิช" ได้สักบทหนึ่งไหม?   ถามว่าทำไมผมและนักเรียนไทยที่เคยอ่านเรียนเขียนตอบข้อสอบมาแล้ว  จึงจำบทกลอนในเรื่องนี้เกือบไม่ได้  อ๋อ...เพราะเรื่องราวสถานที่และชื่อตัวละครในเรื่องนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชีวิตเราเลย  ถามว่ามีผู้เคยเรียนจำชื่อตัวละครอื่นๆ ได้ไหม  นอกจากยิวหน้าเลือดชื่อ "ไชล็อก"  ยุคก่อนนี้ใครที่นิสัยขี้งกขี้เหนียวจะถูกเรียกลับหลังว่า "ไชล็อก"

        อีกประการคือ  พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ยังไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดของพระองค์  เอ๋า...  แล้วทำไมเลือกมาให้เรียนเล่าหนอ  ผมจะไปรู้(เรอะ)  ผมก็รับเวรกรรมเหมือนผู้เรียนทุกคนน่ะแหละครับ  ถ้าผมเป็นคนเลือกละก็ผมจะเสนอให้นำพระราชนิพนธ์ของพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่อง "ลิลิตพายัพ" ซึ่งทรงแต่งไว้ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕  ขณะนั้นพระองค์ยังทรงเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมารฯ เสด็จประพาสหัวเมืองฝ่ายเหนือ  ทรงเล่าถึงเหตุการณ์สถานที่ต่างๆ ที่เสด็จไปทรงงาน หรือผ่านไป  หากเป็นที่มีประวัติความเป็นมาน่ารู้  ก็จะทรงพระนิพนธ์เล่าไว้  ดังเช่น  โคลงสี่สุภาพบทหนึ่งซึ่งพระราชทานไว้แก่โรงเรียนมัธยมชายประจำจังหวัดลำปาง  ความว่า

                                ❀    วันที่ซาวหกนั้น       เสด็จไป
                               ทรงเปิดโรงเรียนไทย       ฤกษ์เช้า
                               บุญวาทย์วิทยาลัย          ขนานชื่อ ประทานนอ
                               เป็นเกียรติยศแด่เจ้า        ปกแคว้นลำปางฯ
                                                       "หนานเจ้า เมืองบูรณ์"


         ผมสอบแข่งขันได้ที่ ๑ ของจังหวัด  ได้เข้าเรียนมัธยมปีที่ ๑ ในโรงเรียน(ชาย) "บุญวาทย์วิทยาลัย" เมื่อพฤษภาคม ๒๔๙๕  ผ่านมากว่า ๖๐ ปี  ผมก็ยังจำโคลงบทนี้ได้  ไม่แต่ผมที่อาจจะได้  เพราะสนใจเรียนเก่ง  แม้แต่เพื่อนบางคนที่สอบตกวิชาภาษาไทยเป็นประจำ  เขาก็ยังอุตส่าห์จำโคลงบทนี้ได้  ทำไมถึงจำได้  อ๋อ...  พอพวกเราย่างเท้าเข้าโรงเรียนวันแรก  เราก็ได้อ่านโคลงนี้ที่เขียนตัวโตๆ ไว้บนฝาด้านนอกอาคารไม้ตรงหน้ามุข  เข้าห้องเรียน  คุณครูก็ปฐมนิเทศเรื่องแรกโดยให้นักเรียนช่วยกันบอกโคลงทีละคำๆ
ลิลิตพายัพ
Cr. จากกรมศิลปากร

         พวกเราจำได้คนละนิดละหน่อย  คุณครูช่วยตะล่อมให้ความจำกระท่อนกระแท่นของนักเรียนให้เรียงลำดับทีละคำเป็นวรรค  จากวรรคหน้าวรรคหลังเป็นบาท  ทีละบาทๆ จนครบสี่บาท  เป็นหนึ่งบท  แล้วคุณครูสัมฤทธิ์ มุสิกสวัสดิ์  ครูประจำชั้นมัธยมปีที่ ๑ ก.  ก็ให้นักเรียนอ่านหลายๆ รอบทั้งอ่านธรรมดาและทำนองเสนาะ  แม้นักเรียนโง่ๆ ยังไงก็จำได้จนตายครับ  ผมไม่เคยทราบว่าโคลงพระราชนิพนธ์บทนี้อยู่ในหนังสือ "ลิลิตพายัพ"  จนผ่านมานาน ๒๔ ปี  พ.ศ. ๒๕๑๙  ผมรับราชการอยู่ที่พาณิชย์จังหวัดสมุทรปราการ  จึงมีโอกาสแวะไปขอความรู้จากสองผู้รอบรู้ภาษาไทย คือ อาจารย์สถิตย์ เสมานิล  และอาจารย์ทวี ทวีวรรธนะ  เจ้าของบ้านในซอยชัยพฤกษ์ ถนนสุขุมวิท ๖๕ ใกล้ๆ วัดธาตุทอง

เผอิญผมถูกถามว่าเรียนมัธยมจากที่ไหน  ผมท่องโคลงพระราชนิพนธ์ให้ฟัง อาจารย์ทวี ถามว่าผมเคยอ่านทั้งเล่มไหม?  ผมเอ๋อชะงัก  ท่านจึงตะโกนบอกลูกสาวหยิบหนังสือ "ลิลิตพายัพ"  จากห้องสมุดส่วนตัวมาให้ผมยืมไปอ่าน  อาจารย์ทั้งสองปรารภต่อกันว่า  เรื่องลิลิตพายัพเป็นบทกวีนิพนธ์ที่ดีที่สุดของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ  ผมได้อ่านตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็นำหนังสือมาคืน และขอสนับสนุนความเห็นตามท่านทั้งสองด้วย

        ผ่านมา ๔๐ ปี  ผมย่อมจำรายละเอียดของพระราชนิพนธ์แต่ละบทไม่ได้  แต่จำได้ว่าพระองค์เสด็จไปทรงเปิดโรงเรียนและสถานที่ต่างๆ มากมาย  ทรงแต่งโคลงไว้ให้ทุกๆ แห่งไพเราะมาก  ถ้ากระทรวงศึกษาธิการนำพระราชนิพนธ์ "ลิลิตพายัพ" มาให้นักเรียนอ่านเรียนละก็  ป่านนี้ศิษย์เก่าโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และบุคลากรของหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่ทรงเปิดหรือเสด็จเยี่ยมเมื่อครั้งกระโน้น  ก็ต้องจำบทโคลงพระราชนิพนธ์ที่ทรงแต่งไว้ให้ได้อย่างขึ้นใจ และประทำใจไม่รู้ลืมเลย

        อาจจะมีบางท่านผู้รู้พากันโขก(หมาก)รุกใส่ผมว่า  "ไม่เห็นเหรอว่าปี ม. ๖  ต้องเรียนลิลิตนิทราชาคริต  พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ ม. ๗ - ม. ๘  ก็ให้เรียนลิลิตตะเลงพ่าย  พระนิพนธ์ในสมเด็จกรมพระปรมานุชิตอีก  จะเรียนแต่ "ลิลิต" ซ้ำกันทำไมตั้ง ๓ ปี  ก็ใช่ซีครับ  ผมกำลังจะเสนอให้เปลี่ยนอยู่นี่ไงครับ  เผอิญผมคิดว่าความเห็นของสองผู้รู้ทางภาษาไทย  ดังผมอ้างชื่อท่านเอา (คุ้มกะลาหัวผม) ไว้แล้วนั้น  เห็นว่า "ลิลิตพายัพ" ดีที่สุดในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖

        ถ้าผมเลือกได้  ก็จะไม่ให้อ่านเรียน "ลิลิตนิทราชาคริต"  ซ้ำประเภทกวีนิพนธ์อีกทั้งพระราชนิพนธ์โคลงสี่สุภาพในรัชกาลที่ ๕  ตลอดจนที่พระราชวงศ์ข้าราชการ  ร่วมกันแต่งบรรยายภาพเรื่อง "รามเกียรติ์" ในวิหารวัดพระ(แก้ว) ศรีรัตนศาสดาราม และบรรยายภาพวาดเรื่องจากพงศาวดารไทย ในงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๑๐๐ ปี  ล้วนเป็นโคลงยอดเยี่ยมกับยอดเยี่ยมมาก  หากคัดเอามาให้อ่านเรียนสัก ๑๐๐ บทแทน "นิทราชาคริต"  ก็ไม่เป็นการเสียพระเกียรติน่ะครับ  เพราะในร้อยรสบทกวีเหล่านี้จะมีทั้งพระราชนิพนธ์  พระนิพนธ์  บทกวีหลากหลายดุจ  "ดาวล้อมเดือน" ครับ  

        ถามผมใช่ไหมว่า  "แล้วจะให้เป็นวิชาอ่านเอาเรื่องได้ยังไง?"

        อ๋อ... ก็ให้คุณครูจัดการให้นักเรียนเลือกโคลงที่ตนชอบคนละ ๒ บท  ไม่ให้ซ้ำกัน  แล้วให้เขาไปศึกษาค้นคว้า และเขียนอธิบาย (ไม่แค่เขียนถอดความ) อย่างแจ่มชัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครทำดีที่สุดก็ได้ A หรือได้เต็มร้อย  สมมุติผมเลือกโคลง

                ❀    หลานลมหลานราพณ์ทั้ง    หลานปลา
                   หลานมนุษย์บุตรมัจฉา         นเรศพ้อง
                   ยลหางอย่างมัสยา             กายเศวต สวาแฮ
                   นามมัจฉานุป้อง                กึ่งหล้าบาดาลฯ

                                      ทรงนิพนธ์โดย : กรมหมื่นพิชิตปรีชากร


มัจฉานุ
         ผมเห็นเป็นโคลงบรรยายภาพพญาลิงตัวหนึ่ง  นึกว่าง่ายๆ  ที่ไหนได้เล่าสาระใจความของโคลงบทนี้  ทำให้ผมต้องเข้าห้องสมุด  ยืมหนังสืออ้างอิงชุดพระราชนิพนธ์สมัยรัชกาลที่ ๑ กลอนเรื่อง "รามเกียรติ์"  เล่มหนากว่าพันหน้า ๔ เล่ม  อ่านได้เฉพาะในห้องสมุด  เพราะหายาก/ ราคาแพง (**ล่าสุดสำนักพิมพ์บรรณกิจเทรดดิ้งจัดพิมพ์ ราคาไม่แพงแล้ว**)

         การที่จะอธิบายความของโคลงบทนี้ได้ครบถ้วน  ก็ต้องทวนความเป็นมาของ "โคตรเหง้าเผ่าพันธุ์" ของมัจฉานุย้อนสายขึ้นไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายกล่าวคือ

๑.  "มัจฉานุ"  เป็นลูกของหนุมาน  ซึ่งเป็นลูกของพระพาย(ลม)  ดังนั้น  มัจฉานุ  จึงเป็น "หลาน(ปู่ของพระพาย)ลม"

๒.   แม่ของ "มัจฉานุ" คือนาง "สุพรรณมัจฉา"  เป็น "ลูกสาวของ(ยักษ์/ ราพณ์)" คือ "ทศกัณฐ์" ซึ่งสมสู่กับนางพญาปลา  เกิดลูกสาวเป็น "นางสุพรรณมัจฉา"

          ดังนั้น มัจฉานุ จึงเป็น "หลานตา(ของยักษ์)ราพณ์"  คือ  ทศกัณฐ์ด้วย

๓.   แต่เพราะยายของ "มัจฉานุ" คือ นางพญาปลา  เขาจึงเป็น "หลาน(ยาย)ปลา"  เห็นไหมครับ โคลงแค่บาท(บรรทัด)เดียว  ทำให้ผมต้องอ่าน  ค้นหาข้อมูลจากเรื่อง "รามเกียรติ์"  นับพันหน้าเพื่อเขียนอธิบายคำว่า "หลานลม"  "หลานราพณ์"  "หลานปลา"

๔.    บาทที่สอง "หลานมนุษย์" ก็เพราะแม่ของหนุมานเป็นคน คือ นางสวาหะ  ลูกสาวของพระฤาษี  ดังนั้น "มัจฉานุ" เป็น "หลาน(ย่าของ)มนุษย์"

       "บุตรมัจฉา"  เพราะแม่ของมัจฉานุ คือ นางสุพรรณมัจฉาซึ่งเป็นปลา  ดังนั้น "มัจฉานุ" จึงเป็น "บุตร(ลูกของปลาคือ)มัจฉา" นั่นเอง

       ส่วน "นเรศพ้อง"  คือ มีเลือดจากคน(นเรศ)ผสม ได้แก่ นางสวาหะ(คน)

๕.   บาทที่สาม "ยลหางอย่างมัตสยา"  หมายถึง  "หางของมัจฉานุ"  เป็นหางแบบปลา (มัตสยา)ตามเลือดแม่

        "กายเศวต  สวาแฮ"  บอกว่าเขามีรูปทรงเป็น  "ลิงเผือก"

๖.   บาทที่สี่  "นามมัจฉานุป้อง  กึ่งหล้าบาดาล"

        บอกให้ทราบว่าตัวประหลาดๆ ดังนี้  มีชื่อว่า "มัจฉานุ"  รับภารกิจเป็นผู้เฝ้ารักษาด่านแดนดิน ติดต่อระหว่างพื้นดินกับเมืองบาดาล  แต่ถ้าผมอยากได้คะแนน A+  ผมก็ค้นคว้าศึกษา และอธิบายเพิ่มเติมอีกนิด  คือ

        นางสุพรรณมัจฉา (แม่ของมัจฉานุ)  ได้รับมอบหมายจาก (บิดาคือ) ทศกัณฐ์ให้พาฝูงปลาบริวารไปทำลายถนนยุทธศาสตร์ที่พระรามทรงบัญชาการให้ "หนุมาน"  เป็นแม่กอง  นำพลพรรควานรขนหินมาถมทะเลมุ่งสู่กรุงลงกาของทศกัณฐ์   แต่นางปลาถูกหนุมานตามจับนางสุพรรณมัจฉาได้  และลงโทษให้เป็นเมียจนตั้งท้อง  จึงสำรอกลูกชายฝากไว้กับฟองสมุทร

        ครั้นคลอดเป็นตัว  เผอิญ "ไมยราพณ์"  อุปราชนครบาดาล และมีศักดิ์เป็นหลานชายทศกัณฐ์มาพบ  เกิดเอ็นดูจึงนำไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมจนเติบใหญ่  ก็มอบหน้าที่สำคัญให้เป็นนายด่านรักษาดินแดนระหว่างพื้นพิภพกับบาดาล

        ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ  เลือกให้เราได้อ่านเรียนอย่าวที่ผมเสนอ  ก็จะมีโคลงสี่ดีๆ มีสาระและไพเราะให้เรียนอีก ๙๙ บท

        ผมเชื่อว่าสติปัญญาความรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาของแผ่นดินไทยคงไม่วิบัติจนถึงคนระดับรัฐมนตรี  นายกรัฐมนตรีไทยพูดภาษาไทยผิดเพี้ยนให้คนล้อเลียน  ไม่ต้องไปหัวเราะเยาะท่านหรือใคร  เพราะการอ่านผิด พูดผิดมีให้เห็นให้ฟังในจอโทรทัศน์ และบนเวทีการประชุมต่างๆ แทบทุกวัน  ยิ่งถ้าถือเอาว่าการพูดอ่านไม่ชัด  ออกเสียงควบกล้ำไม่ได้เป็น "การผิดเพี้ยน" ด้วยละก็  จะเหลือคนไทยพูดออกเสียงภาษาไทยถูกต้องสักกี่เสี้ยวเปอร์เซ็นต์ของประชากรไทย

        โปรดอย่าแก้ตัวง่ายๆ เพื่อปกป้องตัวเองว่า  เราเป็นชาวเหนือ ชาวอีสานซึ่งโดยธรรมชาติพื้นภาษาถิ่นไม่มีเสียงควบกล้ำอยู่แล้ว  ถ้าขืนอ้างอย่างนี้ก็ไม่ต้องฝึก  ทั้งๆ ที่ฝึกได้ไม่ยาก  หากตั้งใจฝึกและใช้วิธีฝึกที่ถูกต้องละก็... ง่ายมากครับ  ง่ายกว่าครั้งผมยังเด็กๆ พยายามฝึกเพื่อให้พ้นจากถูกคนล้อเลียนว่า ผมเป็น "ลูกเจ๊กปนลาวคนเหนือ" น่ะครับ

         ผมเพิ่งได้รับความเมตตาจากศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร  ช่วยชี้แนะวิธีฝึกพูดหรืออ่านออกเสียงควบกล้ำให้ได้ถูกต้อง  ผมลองพิจารณาฝึกดู  เออแฮะ... ได้ผลดีจริงๆ ง่ายๆ และถูกต้องรวดเร็ว  แต่ผมไม่กล้าสอนใครหรอก  เพราะเป็นลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาของท่าน  แต่ก็อย่าหวังว่าท่านจะเขียนตำราขาย  เพราะท่านอายุ ๙๖ ปีแล้ว  ถ้าหากรัฐมนตรีฯ หรือปลัดกระทรวงศึกษาธิการไม่รังเกียจ  ก็เชิญไปกราบขอรับคำแนะนำจากท่านได้ที่  สำนักงานราชบัณฑิตยสภา  ในบริเวณสนามเสือป่า  ท่านเป็นอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัเกษตรศาสตร์  อดีตปลัดทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ และอดีตนายกราชบัณฑิตยสภา  ท่านยังไปทำงานให้ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภาทุกวัน

        การไปกราบขอรับวิชาคำชี้แนะจากศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร  อาจเสียเวลาอันทรงเกียรติอยู่บ้าง  แต่เพื่อประโยชน์แก่ชาวไทย  ผมกราบละครับ  ไปเถอ!




ตอน พญาธรรมิกราช

                      วิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย  ที่นักเรียนรุ่นอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปได้จดจำมาคือ  อาณาจักรสุโขทัยเป็นอาณาจักรแรกของคนไทย  ก่อตั้งมากว่า ๗๕๐ ปี  เราเชื่อกันมาอย่างนี้  แม้นักเรียนรุ่นลูกคนเล็กของผมอายุ ๔๐ ปี  ก็เรียนตามตำราเช่นนี้

                      ครอบครัวของผมหลายชั่วอายุ  ไม่มีใครเรียนวิชาทางประวัติศาสตร์  แม้แต่วิชาเลือกลูกสาวผมยังเลือกที่จะไม่เรียน  ผมก็เรียนทางเศรษฐศาสตร์  ทำงานกระทรวงพาณิชย์จนเกษียณ เผอิญชอบอ่านหนังสือตำนานพงศาวดารโบราณคดี และวรรณคดี  จึงได้รับข้อมูลต่างๆ มากมายหลายหลาก  ทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นว่า "ตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์ไทย"  ที่เราใช้เรียนใช้สอนคนไทยต่อๆ กันมาเกือบศตวรรษนั้น  ควรจะชำระให้ถูกต้องตามความเป็นจริง  อย่างน้อยก็ประวัติศาสตร์ชาติไทยย้อนหลังขึ้นไปก่อนอาณาจักรสุโขทัย  ถ้าติดขัดประวัติศาสตร์ยุครัตนโกสินทร์  ก็เรียนแค่ยุคกรุงธนบุรีก็พอ  ทิ้งไว้ให้คนไทยในอนาคตดำเนินการต่อไป

                      ผมขออนุญาตเสนอเรื่องราวที่เป็น  ปมปัญหาในสมอง(นิ่มๆ) ของผม  ที่ยังหาความกระจ่างเป็นคำตอบไม่ได้  เพื่อให้ทางราชการ หรือท่านผู้รู้ได้โปรดเมตตาชี้แนะเพื่อให้หูตาของผมหายโง่งม  จักเป็นพระคุณยิ่ง  กล่าวคือ

                      เรื่องแรก  :  ถ้าอาณาจักร์แรกของไทย คือ  "สุโขทัย"  ที่พ่อขุนบางกลาง(ท่าว)หาว หรือพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งราชวงศ์พระร่วงได้สถาปนาขึ้นมานั้น   ผมขอเรียนถามว่า : ทางราชการไทยได้สืบค้นย้อนไปได้หรือไม่ว่า  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นใครมาจากไหน  มีโคตรเหง้าเหล่ากอสัมพันธ์กับแคว้นใด  เมืองใด   กาลเวลาผ่านมา ๗๐๐ กว่าปี  น่าจะยังมีหลักฐานร่องรอยให้แกะรอยสืบค้นได้  ดูตัวอย่างประเทศจีน  ซึ่งศึกษาสืบค้นเรื่องราวของราชวงศ์ฉิน (หรือจิ๋น) ย้อนไปนานได้หลายชั่วอายุคน ก่อนจะเกิดมี "จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้" เมื่อกว่า ๒,๐๐๐ ปีก่อน

                      เรื่องที่สอง :  การที่รัฐบาลไทยให้จัดสร้างรูปหล่ออนุสาวรีย์  "สามกษัตริย์" ประดิษฐานไว้ที่เชียงใหม่นั้น  ยืนยันถึงสายสัมพันธ์แนบแน่น   ปัญหาที่ผมเรียนถามขอความกระจ่างคือ ราชวงศ์ของสามกษัตริย์  มีความผูกพันกันมาลึกซึ้งปานใดหรือ  พญามังรายจึงทรงวางพระทัยถึงขนาดเชิญเสด็จมาทรงช่วยวางผังเมืองนครเชียงใหม่?  เพราะถ้าผู้ใดได้ทราบถึงข้อมูลโครงสร้างผังเมืองละก็เสมือนได้รู้ "จุดอ่อน/จุดแข็ง/จุดอับ หรือจุดดับ" ของเมืองนครเชียงใหม่  ทั้งมิได้ทรงเชิญสองกษัตริย์ พญางำเมือง และพญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหง) เสด็จมาเยือนแต่พอเป็นพิธี  แต่ผมเชื่อว่าทรงปรึกษาหารือกันจริงจัง  ดังได้เห็นรูปลักษณ์ของกำแพงเมืองรูปทรงสี่เหลี่ยม  ประตูเมือง ๔ ด้าน และประตูเมืองด้านทิศตะวันออก คือ "ประตูผี" เหมือนกันทั้งสุโขทัยและที่เชียงใหม่

                      เรื่องที่สาม :  ความสัมพันธ์ฉันเครือญาติของราชวงศ์พระร่วง  แห่งสุโขทัยกับราชวงศ์นครน่านนั้น  มีหลักฐาน และเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ยืนยันปรากฏอยู่  เช่น  เจดีย์วัดช้างล้อมที่อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร  ซึ่งกล่าวกันว่าพญาเมืองน่าน  ได้จำลองแบบเจดีย์วัดช้างค้ำวรวิหาร  ที่เมืองน่านมาสร้างถวายเป็นพระเกียรติแด่กษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัย  ซึ่งมีศักดิ์ฐานะอาวุโสกว่าพญาน่าน  ในยุคปลายของกรุงสุโขทัย  พญาน่านก็ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระเจ้ากรุงสุโขทัย  ดังความในศิลาจารึกหลักที่เรียกรู้กันว่า "ปู่สบถหลาน"  ไม่เพียงเขียน หรือให้คำมั่นไว้เล่นๆ แต่เมื่อกรุงสุโขทัยถูกกองทัพจากรุงศรีอยุธยายกมารุกราน  ก็ถูกกองทัพของพญาผากอง ยกจากเมืองน่านมาตีกระหนาบ  ทำให้กรุงสุโขทัยพ้นอันตราย

                      ความมืดในสติปัญญาอันน้อยนิดของผม จึงอยากเรียนถามท่านผู้รู้ว่า  เพราะเหตุดังฤาอาณาจักรล้านนาหลังจากพญามังราย  จึงร้าวฉานตัดญาติขาดมิตรกับกรุงสุโขทัย  พะเยา  แพร่ และน่าน?  ก่อนถึงยุคพญาติโลกราช  อาณาจักรล้านนาเหลืออาณาเขตแคบๆ เพียงเชียงใหม่  แม่ฮ่องสอน  ลำพูน ลำปาง และเชียงราย  ครั้นพญาติโลกราช  ครองราชย์แล้ว  ทรงขยายพระราชอำนาจโดยส่งเจ้าหมื่นด้งนครเป็นแม่ทัพใหญ่  ยกไปตีเมืองแพร่และเมืองน่าน   ผมเรียนถามท่านที่เคยอ่านทราบรายละเอียดของสงครามทั้ง ๒ เมืองนี้  ว่าท่านมีความรู้สึกอย่างไร?  ส่วนท่านที่ไม่เคยอ่านก็โปรดอ่านจากที่ผมเขียนเล่าย่อๆ คือ

                      สงครามเมืองแพร่ : เมื่อกองทัพเจ้าหมื่นด้งนคร  ซึ่งเป็นพระญาติและเจ้านครลำปางด้วย  ยกทัพไปล้อมเมืองแพร่   แต่ไม่มีใครออกรบเพราะเจ้าเมืองแพร่ถึงแก่พิราลัย  พระชายาจึงให้ปิดเมือง  มีทหารป้องกันเข้มแข็งไม่ยอมแพ้   เจ้าหมื่นด้งนครละอายใจ  จึงให้คนนำสารไปกราบทูลพญาติโลกราช  เพื่อขอพระราชานุญาติอันเชิญ "พระมหาเทวี" แห่งนครเชียงใหม่มาทรงเป็นแม่ทัพใหญ่ทำสงคราม "ศึกสองราชนารี"  สู้รบตบตีกันจนถึงขนาดเชียงใหม่ใช้อาวุธลับเรียกว่า "สลาเหิน" พิชิตเมืองแพร่สำเร็จ

                      สงครามเมืองน่าน :  กองทัพเจ้าหมื่นด้งนครยกไปตั้งทัพเผชิญอยู่หน้ากำแพงเมืองน่าน แต่ไม่เข้าตี  เพียงส่งคณะทูตเข้าไปชี้แจงสถานการณ์ให้เจ้านครและคณะกรรมการเมืองทราบ และพิจารณาเลือก ๒ ทาง คือ

                      ๑.   ถ้าต่อสู้  :  กองทัพเชียงใหม่จะต้องตีแตกได้เช่นเดียวกับเมืองแพร่ และจะตั้งคนเข้าปกครองเมืองแทน

                      ๒.   ถ้ายอมสวามิภักดิ์  :  เปิดประตูเมืองโดยดี  ก็จะไม่ยึดครองเมือง  เพียงแต่ยอมอยู่ในอำนาจสั่งการ และให้ชาวเมืองน่าน ร่วมศรัทธากับชาวเชียงใหม่-ลำปาง  สร้างพระพุทธรูปขึ้นไว้เป็นอนุสรณ์แห่งสัมพันธไมตรี

                      เดชะพุทธบารมี...!  ทางเมืองน่านเลือกประการที่สอง  เราจึงมีพระพุทธรูปอันงามด้วยพุทธศิลป์แบบเชียงใหม่  ประดิษฐานอยู่ที่วิหารวัดสวนตาล  นอกกำแพงเมืองน่าน  เป็นพระพุทธรูปที่ชาวเมืองน่านบริจาคเงินทอง  และช่างหลวงจากราชสำนักพญาติโลกราชมาหล่อสร้างนานหลายเดือนจึงเสร็จการ

                      คำถามของผมก็คือ....ลักษณะการพิชิตชัยตามที่พญาติโลกราชกระทำต่อเมืองแพร่  เมืองน่านดังกล่าว  เป็นเหตุผลเพียงพอที่ชาวล้านนายุคนั้นจะถวายพระสมัญญาแด่พระองค์ว่า "ธรรมิกราช" ....ได้หรือไม่?

                      เรื่องที่สี่  :  ผมเคยเขียนเล่ามาแล้วว่าพญาติโลกราชทรงอุทิศพระราชทรัพย์ไปมากในการสร้างวัดมหาโพธาราม  ที่ชาวบ้านเรียกตามรูปลักษณ์อันโดดเด่นว่า "วัดเจ็ดยอด" มีกุฎิอาสนะสำหรับพระสงฆ์พร้อมบริบูรณ์  แล้วทรงอาราธนาพระเถระผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกจากแคว้น และเมืองต่างๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักรมาร่วมกันกระทำสังคายนาพระไตรปิฎก  ต่อมาก็ร่วมกันแต่งชาดกขึ้น ๕๐ เรื่อง  เรียกว่า "ปัญญาสชาดก"   พญาติโลกราชทรงให้จารึกพระไตรปิฎก และปัญญาสชาดก  พระราชทานแจกจ่ายพระเจ้าแผ่นดิน  และเจ้าเมืองต่างๆ บรรดาที่นับถือพุทธศาสนา
 
                      ถามว่า  พระกรณียกิจที่ทรงทำถวายแด่พระศาสนาเช่นนี้  สมควรแก่การถวายราชสมัญญาแด่ พญาติโลกราช  ว่า..."พระเจ้าธรรมิกราช" ได้ไหม?

                      ถ้าท่านตอบว่า "ได้"  ก็นับว่าเป็นผู้มีใจเป็นธรรม  แต่ก็ช้าไปกว่า ๕๐๐ ปี เพราะเมื่อครั้งกระนั้น  บรรดาพระเถรานุเถระทั้งหลายที่มาร่วมทำงานที่วัดมหาโพธาราม  ได้ถวายพระพรแด่พญาติโลกราช ทรงเป็น "มหาราช" ในฐานที่ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาดุจพระเจ้าอโศกในอินเดีย  ก็ได้รับถวายพระราชสมัญญา "มหาราช" เช่นกัน  แต่เป็นมหาราชทางธรรมะ คือ "ธรรมิกราช" มิใช่ "มหาราช" ด้านการสงคราม เช่น สมเด็จพระนเรศวร และสมเด็จพระเจ้าตากสิน

                      เรื่องที่ห้า  :  ผมถามตรงๆ ว่า "....ผู้ใดสร้างพระพุทธชินราช ที่พิษณุโลก?"

                                     ก. พญาลิไท  แห่งกรุงสุโขทัย?
                                     ข. สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ?
                                     ค. พระอินทร์แปลง?
                                     ง. พระเจ้าธรรมิกราช?

                      ก.  พญาลิไท  :  ตามการสันนิษฐานดั้งเดิมที่ใช้เหตุผลหลัก ๒ ประการสนับสนุน คือ

                      ๑.  ทรงใฝ่พระศาสนาโดยทรงผนวช  และทรงนิพนธ์ศาสนวรรณกรรมสำคัญที่ชื่อ "เตภูมิกถา" หรือ "ไตรภูมิพระร่วง"

                      ๒.  ยุคกรุงสุโขทัย เป็น "ยุคทอง" ของการสร้างวัดวาอารามอันวิจิตรพิสดาร และการหล่อสร้างพระพุทธรูปที่มีเอกลักษณ์สวยงาม  พระพุทธรูปที่เป็นประธานในโบสถ์วิหารของวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ก็ล้วนอัญเชิญมาจากอาณาจักรสุโขทัย  เช่นที่  วัดสุทัศน์ฯ  วัดพระเชตุพนฯ  วัดบวรนิเวศ และวัดไตรมิตรฯ  เป็นต้น

                     จุดอ่อนของข้อนี้  คือ  ผมสงสัยว่า พญาลิไท  ทรงมีศักยภาพเพียงพอที่จะนำทรัพย์สินเงินทองและกำลังพลมากมายยกจากกรุงสุโขทัยมาสร้างพระพุทธรูปใหม่ใช้เวลาหลายเดือนอยู่ที่พิษณุโลก?  เพราะในขณะนั้นสถานภาพของราชวงศ์สุโขทัยง่อนแง่น  เพราะกรุงศรีอยุธยาได้ก่อตั้งขึ้นและคุกคามอาณาจักรสุโขทัย  จนต้องขอความช่วยเหลือจาก "ท้าวผากอง" เจ้าเมืองน่าน  ดังปรากฏคำมั่นสัญญาในศิลาจารึกหลัก "ปู่สบถหลาน" นั้นเอง

                      ข.  สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ  :  ผมพิสูจน์โดยอาศัยหลักการ หรือทฤษฎีที่ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร  แนะนำไว้  สรุปว่า  สมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ  ทรงทำสงครามยืดเยื้อและพ่ายแพ้ต่อพญาติโลกราช  แห่งนครเชียงใหม่  ซึ่งเคยยกกองทัพมาเผชิญทัพกันที่สองฝั่งแม่น้ำน่าน  ฐานทัพของพระบรมไตรโลกนารถ คือ พื้นที่ตัวจังหวัดพิษณุโลกปัจจุบัน  แต่มิได้ใหญ่โตมโหฬารอะไร

                      ฐานทัพของพญาติโลกราช  คือ  ฝั่งที่ตั้งวัดศรีรัตนมหาธาตุ  ที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชนั่นเอง  กองทัพพระบรมไตรโลกนารถรบแพ้  จึงตั้งมั่นอยู่ในเมือง  แต่กองทัพเชียงใหม่ก็ไม่อาจยึดเมืองได้  จึงตั้งสกัดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน  กักทัพกรุงศรีอยุธยาไว้หลายเดือนจนขาดแคลนเสบียง  พญาติโลกราชทรงตั้งพระทัยจะจับเป็นพระบรมไตรโลกนารถให้ได้  ทรงกำชับทหารให้กวดขันแน่นหนา กลับปรากฏว่า  พระบรมไตรโลกนารถทรงปลอมพระองค์ลอบลงแพกับราชองครักษ์  ปล่อยให้แพลอยล่องน้ำหนีจากวงล้อมได้ในกลางดึกคืนหนึ่ง

                      ในที่สุด สองอาณาจักรยุติสงคราม  โดยสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ทรงรับความพ่ายแพ้ยอมสละราชสมบัติออกทรงผนวช ณ วัดจุฬามณี  ซึ่งทรงสร้างเฉพาะกิจอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ตราบสิ้นพระชนม์ในสถานะเพศบรรพชิต  ทรงขอบิณฑบาตคืน เมืองเชียงชื่น  ซึ่งพญาติโลกราชก็ยอมถวาย ถือว่าถวายพระสงฆ์ มิใช่แก่ศัตรูคู่ศึก

                       คำถามสุดท้ายของผม  คือ  ถ้าสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างพระพุทธชินราชขึ้นจริง  เหตุใดจึงไม่ทรงจำพรรษาที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ  ที่มีพระพุทธชินราชประดิษฐานอยู่  ทำไมจึงมาจำพรรษาอยู่ที่วัดจุฬามณี   ถ้าผมไม่เคยเห็นวัดจุฬามณี  ผมก็ยังคิดเพลินไปกับนักวิชาการรุ่นเก่าที่ (นั่งเทียน)เขียนให้ผู้คนอ่านแล้วเข้าใจว่า "วัดจุฬามณี" คงใหญ่โตโอฬาริก  อย่างที่ผมและเพื่อนหลายคนเข้าใจ

                       ปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔  ผมรับราชการที่จังหวัดพิจิตร  แต่ติดต่อเสวนาโดยจดหมายเวียน (เรียกว่า "จดหมายวาร") กับอาจารย์หลายๆ ท่าน เช่น อาจารย์หวน พินธุพันธ์  ดร. ประจักษ์ สายแสง และอาจารย์บัญชา คูเจริญไพบูลย์  สังกัดวิทยาลัยวิชาการศึกษาพิษณุโลก  นอกจากนี้ยังมี  ดร. อัครพงษ์ สัจจวาทิต  สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และอาจารย์ประทีป พฤกษากิจ สังกัดวิทยาลัยครูเทพสตรี ลพบุรี

                       เราชวนกันไปชมวัดจุฬามณี  ที่เกือบหาไม่พบเพราะสภาพเหมือนวัดร้าง  มีกุฏิไม้หลังเล็กๆ อยู่ ๒-๓ หลัง  โดยเฉพาะโบสถ์โบราณที่เจ้าอาวาสบอกว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างด้วยศิลาแลง  พวกเราเอาเชือกวัดรอบนอกโบสถ์  ได้ขนาดกว้างราว ๖ เมตร และยาวราว ๘ เมตร  สมกับเป็นที่ทรงปฏิบัติธรรมจำพรรษาเฉพาะองค์จริงๆ

                       ค.  พระอินทร์แปลง  :  ที่จริงคนสมัยนี้ย่อมไม่มีใครเชื่อเรื่องอภินิหารทำนองนี้  แต่ยังมีคนอ้างถึงตำนานการหล่อพระพุทธชินราช  ว่านายช่างที่เป็นคนทำแม่พิมพ์ไม่สำเร็จ  เกิดแตกร้าวก่อนทุกที  กระทั่งมีชายชรานุ่งห่มเป็น "ชีปะขาว" เข้ามาช่วยแนะนำกำกับการหล่อจึงสำเร็จ แต่ "ชีปะขาว" กลับเดินออกจากวัดและหายไป   แม้ผมไม่เชื่อตำนาน  แต่ก็เข้าใจได้ว่าผู้แต่งอาจจะรู้ดีว่าใครเป็นผู้สร้างพระพุทธชินราช  แต่ไม่อาจ "ฟันธง" ลงไปได้  จึงยกให้เป็นเรื่องอภินิหารจากพระอินทร์แปลงลงมาเป็นตำนานเพี้ยนๆ  จึงมีอยู่ทั่วไปในเมืองไทย  ที่น่าเกลียดมากคือ  แอบอ้างเป็นพระพุทธวัจนะก็มีมากมาย  กฏหมายก็เอาผิดคนเขียนไม่ได้

                       ง.  พระเจ้าธรรมิกราช  :  อาจารย์ ดร. อัครพงศ์ สัจจวาทิต  เพื่อนสนิทของผมเชื่อมาตลอดเวลากว่า ๔๐ ปี  ว่า  "พระเจ้าธรรมิกราช" ที่พงศาวดารเหนือ (พายัพ) กล่าวถึงว่า  ทรงเป็นผู้สร้างพระพุทธชินราชนั้น  ควรจะเป็น "พญาติโลกราช" มากกว่าจะเป็น "พญาลิไท"  อย่างที่นักประวัติศาสตร์รุ่นเก่าตีความไว้  ผมก็เห็นเหมือนกัน  แต่  ดร. อัครพงศ์  เป็นผู้ริเริ่มความคิดเช่นนี้ และมีโอกาสได้เห็นรูปลักษณ์ของพระพุทธรูปตามพุทธศิลป์เชียงใหม่ตลอดเวลากว่า ๔๐ ปีที่เป็นอาจารย์คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  และยังมีโอกาสดีที่มีลูกชายรับราชการอยู่ที่พิษณุโลก  ไปเยี่ยมลูกชาย  ก็ได้ไปกราบพระพุทธชินราช  ดูรูปลักษณ์พุทธศิลป์แล้ว  ยิ่งเชื่อว่าช่างศิลป์จากราชสำนักเชียงใหม่เป็นผู้แกะแบบพิมพ์หล่อพระพุทธรูปองค์นี้แน่

                       แต่เมื่อผมสนับสนุนให้ ดร. อัครพงศ์ เขียนเผยแพร่  ท่านปรารภว่าเราเป็นชาวล้านนา คือ ดร. อัครพงศ์ เป็นชาวเชียงราย  ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ส่วนผมเป็นชาวลำปาง เขียน หรือแสดงความคิดเห็นออกแนวเชิดชูเกียรติกษัตริย์ล้านนา ย่อมเสี่ยงต่อ (มีงานเข้า) ถูกด่าว่า เราป่วยเป็น "โรคถิ่นนิยมขึ้นสมอง"  แต่ผมรอมาถึงวาระสำคัญ คือ "นครเชียงใหม่ครบ ๖๐รอบปีนักษัตร" ในปี ๒๕๕๙ นี้  ผมจึงยินดีให้ผู้ไม่เห็นด้วยช่วยทักท้วงด่าว่าได้นะครับ

                       ผมเสนอให้องค์กรใดก็ได้ของราชการ  เป็นเจ้าของเรื่อง  ใช้วิธีพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ โดย

                       ๑.  ถ่ายทำภาพเชิงซ้อนพระพุทธรูป ๔ แบบ คือ

                            ๑.๑.  ตัวอย่างพระพุทธรูปในเชียงใหม่ที่สร้างสมัยพญาติโลกราช
                            ๑.๒.  พระพุทธรูปประธาน ณ วัดสวนตาล  อำเภอเมืองน่าน
                            ๑.๓.  พระพุทธรูปยุคราชวงศ์พระร่วง  ทั้งในเขตอาณาจักรสุโขทัย และที่เชิญ
                                    มากรุงเทพฯ
                            ๑.๔.  พระพุทธชินราช  ที่เมืองพิษณุโลก

                       ๒.  นำภาพทั้ง ๔ ชุด  มาเปรียบเทียบกัน  วิเคราะห์หาความละม้ายคล้ายเหมือนในที่สุดจะได้ความจริงออกมาซึ่งทุกฝ่ายควรยอมรับผลพิสูจน์  เช่น  สมมุติ

                            ภาพเชิงซ้อนในข้อ ๑.๔. เหมือนคล้ายกับภาพเชิงซ้อนในข้อ ๑.๑. หรือ ๑.๒. ก็ต้องถวายพระเกียรติคืนไปแด่ พระเจ้าติโลกราชมหาราช  เถิด

                            แต่ถ้าภาพในข้อ ๑.๔.  เหมือนคล้ายกับภาพเชิงซ้อนในข้อ ๑.๓. ละก็  ผมและ ดร. อัครพงศ์ ก็ยอมคุกเข่าลงกราบโดยดุษณียภาพ ครับ

   

ตอน คืนมรดกภาษาให้ชาวล้านนา

                   ผมเริ่มเรียนชั้นประถมที่ลำปางบ้านเกิด   จำได้ว่าคุณครูกำชับนับแต่วันแรกๆ ที่เข้าเรียนว่า "ห้ามพูดคำหยาบ" โดยเฉพาะสรรพนามที่ใช้เรียนกขานกันในครอบครัว หรือใช้กับผู้คนนอกโรงเรียน คือ คำว่า "คิง-ฮา-บ่า-อี่"  และ  "ลื้อ-อั๊ว"  ห้ามใช้ในโรงเรียน หรือชั้นเรียน  ใครขืนใช้จะถูกลงโทษ   ผมและเพื่อนอีกหลายคนเป็นลูกหลานจีน  เรียกกันว่า "เด็กตลาด"  มีคำสรรพนามใช้เรียกคือ "ลื้อ-อั๊ว" ซึ่งคุณครูก็ห้ามใช้ในโรงเรียนเช่นกัน  ครั้นเราถามเหตุผลว่าทำไมห้ามใช้คำสรรพนามเหล่านี้  ในเมื่อผู้ปกครองเราใช้ทุกวัน  ครูตัดบทฉับ  บอกว่าเขาห้ามใช้ก็เพราะมันเป็น "คำหยาบ"  จงใช้สรรพนามมาตรฐาน  คือคำว่า "ฉัน-เธอ"  แทนคำหยาบ  "คิง-ฮา" เถอะ  ใครขืนพูดคำหยาบจะถูกตี

                   เมื่อผมไปเรียนชั้นมัธยม  ซึ่งมีเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นกว่าร้อยคน  มาจากโรงเรียนต่างๆ หลากหลาย  พวกเขาก็เคยถูกห้ามใช้สรรพนาม "คิง-ฮา-บ่า-อี่-อั๊ว-ลื้อ"  เพราะเป็นคำหยาบ  ซึ่งคุณครูทุกๆ โรงเรียนให้เหตุผลเหมือนกัน  คงไม่ใช่คุณครูคิดเหตุผล หรือข้ออ้างเอาเอง  ย่อมเป็นนโยบายที่ได้สั่งมาจากผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลสมัยโน้น   ผมไม่เดือดร้อนกับการถูกห้ามใช้คำสรรพนามต้องห้ามทั้งหลายเหล่านี้  เพราะผมเป็นคน "สมองนิ่ม" คือ หัวอ่อนนั่นแหละ  ถูกล้างสมองก็ไม่กล้าใช้คำหยาบคายเช่นนั้น  ถึงแม้กลับบ้านไปก็ไม่ใช้  แม้ผมจะอยู่ลำปางจนอายุ ๒๑ ปี  ผมก็ไม่ใช้จนถึงปัจจุบันอายุ ๗๕ ปีก็ไม่กล้าใช้  จนกว่าคุณครู หรือทางราชการกระทรวงวัฒนธรรมจะกรุณาปลดโซ่ตรวนข้อหาที่ว่า  คำสรรพนาม "คิง-ฮา ฯลฯ" เป็นคำหยาบเสียก่อน  แล้วผมจะลองใช้ดูบ้าง  เพราะผมไม่เคยใช้ตั้งแต่เด็กจนแก่  พอจะใช้ก็ขัดเขิน

                   ครั้งหนึ่งนานกว่า ๒๐ ปีมาแล้ว  ท่านอาจารย์ไกรศรี  นิมมานเหมินท์  เศรษฐีเชียงใหม่ที่เชี่ยวชาญเรื่องล้านนาคดี  เข้ากรุงเทพฯ มาประชุม  เสร็จก็ตามตัวผมไปกินข้าว  โดยมีลูกท่าน ๒ คนร่วมโต๊ะด้วย  ขณะนั้นคุณธารินทร์ยังเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์  และคุณศิรินทร์ยังเป็นรองผู้ว่าการการปิโตรเลียมฯ

                   ผมได้ยินชัดๆ ว่าอาจารย์ไกรศรี  ใช้คำสรรพนาม "คิง-ฮา"  พูดกับลูกชายทั้งสอง ท่ามกลางความฉงนสนเท่ห์ของผม  อาจารย์ไกรศรีคงสังเกตเห็นอาการ  จึงอธิบายว่าแท้ที่จริงคำสรรพนามที่คนเมือง (ล้านนา) ใช้ คือ "คิง-ฮา" นั้น  ไม่ใช่คำหยาบเลย  ตรงกันข้าม  คำทั้งสองนี้เป็นคำสุภาพมาก  เพราะ  "คิง  แปลว่า ตัว"  เช่น  "รู้คิง" ก็คือ "รู้สึกตัว"  การใช้สรรพนามบุรุษที่ ๒ ว่า "ตัว" นี่นะ  คนไทยที่ใช้สำเนียงภาษาไทยกลางก็ใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน  โดยเฉพาะนิยมใช้ในเพศหญิงที่อายุไล่ๆ กัน หรือเพื่อนกัน   ส่วนคำว่า "ฮา  ก็คือ รา"  ในภาษาล้านนาเป็นสรรพนามบุรุษที่ ๑ เอกพจน์   ถ้าเป็นพหูพจน์ใช้ว่า "เฮา" ก็คือ "เรา"  ซึ่งคนไทยที่ใช้สำเนียงภาษาไทยกลางก็ใช้คู่กับ "ตัว"

                   ดังนั้น  สรรพนาม "คิง-ฮา"  ในภาษาล้านนา  ก็คือ  สรรพนาม "ตัว-เรา"  ในภาษาไทยกลางนั้นเอง  ไม่เห็นจะเป็น "คำหยาบ" ที่ไหนเลย  ความหยาบน่าจะอยู่ที่ความคิดจิตใจของผู้มีอำนาจ/ออกคำสั่ง  เพราะถ้าเป็นคนละเอียดอ่อน หรือลึกซึ้งก็ย่อมจะสอบถามศึกษารู้ความจริงได้ไม่ยากอะไร  ตัวอย่างดังเช่น  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  มหากวีสยาม  เมื่อจะทรงพระนิพนธ์บทละครร้องเรื่อง "สาวเครือฟ้า"  บทละครอมตะซึ่งนางเอก และฉากในละครอยู่ที่เชียงใหม่  แต่ทรงแต่ได้ดีเยี่ยมจนบรรยากาศในเรื่องประหนึ่งอยู่ในเชียงใหม่ทีเดีย  ด้วยเหตุนี้  ในยุคที่เกิดภาพยนต์ขึ้นมาแทนละคร  ก็มีผู้ขออนุญาตนำนิยายเรื่องนี้ไปสร้างเป็นภาพยนต์อีกหลายชุด (เวอร์ชั่น) อีกไม่นานก็คงจะมีคนคิดสร้างชุดใหม่อีก

                    กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์  ทรงละเอียดลึกซึ้งเช่นครั้งที่สมเด็จพระปิตุลาพงศาภิมุขเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์  กรมพระยาภาณุพันธุวงศวรเดชเสด็จทิวงคต  กรมพระนราธิปฯ ทรงพระนิพนธ์โคลงสี่  เขียนเป็นอักษรสีดำบนผ้าขาวใส่กรอบ  แล้วทรงนำไปวางเคารพพระศพ  เผอิญอาจารย์สถิตย์ เสมานิล  ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์อาวุโสได้เห็นโคลงบทนี้  จึงจำใส่สมองตั้งแต่ปี ๒๔๗๑ โน่น  นำมาใส่สมองผมเมื่อราวปี ๒๕๑๑  ผมจึงจำต่อมาอีก  แต่ผมอายุเกิน ๗๕ ปีแล้ว  จึงขอถ่ายทอดให้ช่วยกันจำมรดกกวีนี้ต่อไป  คือ

                    ✪   โอ้อนาถอาวราชผู้     พุฒิพล  พี่เอย
                         สมเด็จปู่หมู่พหล       บกน้ำ
                         ไป่ควรหรึด่วนดล      สยามวิโยค  เสียนา
                         ทิ้งชาติศาสนาซ้ำ      กษัตริย์เศร้าเสียดายฯ

                    อาจารย์สถิตย์ เสมานิล  เป็นหนึ่งในคณะกรรมการชำระพจนานุกรมราชบัณฑิตย์ ๒๕๒๕  เป็นผู้แต่งบทร้อยกรองร้อยแก้ได้ดีทุกประเภท  ได้ชี้ให้ดูว่าในบาทแรกนั้น  ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจใช้ความว่า "✪ พระปิตุลาธิราชผู้......"  ก็ได้  แต่กรมพระนราธิปฯ ทรงคิดผสมศัพย์คำว่า "อาว" ในภาษาล้านนา  หมายถึงน้องชายของพ่อ หรือแม่  ซึ่งตรงกับสายสัมพันธ์ในพระราชวงศ์ ณ ขณะนั้น คือ พระผู้ทรงทิวงคต  ทรงเป็นสมเด็จพระปิตุลา (อา) ในรัชกาลที่ ๗  นั้น  มหากวีจึงทรงผสมศัพท์ล้านนามาให้เป็น "อาวราช"

                    ผมจึงถือโอกาสในวาระที่นครเชียงใหม่จะครบ ๖๐รอบปีนักษัตร  ขอความเมตตาจากผู้มีอำนาจได้โปรดปลดปล่อยคำสรรพนาม "คิง-ฮา" ให้พ้นจากข้อหาว่าเป็น "คำหยาบ" ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังเสนอ เทอญ

                   เรื่องราวทางภาษาและวรรณคดีที่ผมเสนอขอ "ความเป็นธรรม"  ให้แก่ผู้ประพันธ์ที่แท้จริง  เนื่องในวาระ "นครเชียงใหม่ ครบ ๖๐รอบปีนักษัตร  ในปี ๒๕๕๙ คือ

                   ๑.  ใครแต่ง  :   ลิลิตพระลอ
                   ๒.  ใครแต่ง  :   สมุทโฆสคำฉันท์ตอนต้น
                   ๓.  ใครแต่ง  :   ลิลิตยวนพ่าย และโองการแช่งน้ำ

                   ทั้งนี้ ๒ เรื่องแรก  ผมเคยเขียนแสดงเหตุผลเสนอให้อาจารย์สถิตย์ เสมานิล  เห็นชอบและนำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ "ชาวไทย" ยุคสี่แยกแม้นศรีในปี ๒๕๑๔  และคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ให้พิมพ์ซ้ำใน "ศิลปวัฒนธรรม" ในปี ๒๕๒๖  ซึ่งผมแจงรายละเอียดหลักฐานเหตุผลจนสรุปได้ว่า  ผู้แต่ง ๒ เรื่องนี้คือ "พญาแสนหลวง"  ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์  เรียกตำแหน่งว่า "มหาราช(เชียงใหม่)"  ที่เสียเมืองแก่กองทัพสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(หมายถึงยิ่งใหญ่)  ถูกกวาดต้อนผู้คนทั้งเมืองลงมาอยู่ ณ ทุ่งมหาราช  นอกกรุงศรีอยุธยาในฐานะเชลยพ่ายศึก   ถ้าจะให้ผมเขียนถึงอีกก็จะซ้ำเป็นครั้งที่ ๓  แต่ถ้ามีองค์กร/สถาบันใดสนใจจะให้ผม "ฉายซ้ำ" อีกก็ยินดีเป็นวิทยากรไม่ต้องมีค่าวิชา  เพราะผมถือว่าโอกาสที่ได้เสนอและต่อสู้เพื่อ "ความเป็นธรรม" นั้น  เป็นภารกิจที่เกาะติดจิตวิญญาณของผมมาตั้งแต่เกิด  แต่ผมก็พกผ้าขาวติดตัว  หากท่านผู้ใดเสนอเหตุผล/หลักฐานให้เห็นว่าผมเข้าใจผิดละก็  ผมพร้อมจะปูผ้าขาว และกราบงามๆ สามคาบครับ

                    ส่วนเรื่อง "ลิลิตยวนพ่าย"  และ "โองการแช่งน้ำ"  นั้น  ผมไม่รู้ว่าใครแต่ง  เป็นภารกิจขององค์การที่มีหน้าที่จะศึกษาหาเหตุผลหลักฐานมาพิสูจน์ต่อไป  แต่ผมและเพื่อนอาจารย์บางท่านเชื่อว่า  ชาวล้านนาที่เชียงใหม่แต่ง  หากมีการเสวนาแสวงหาความจริงเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  โปรดให้โอกาสผม และเพื่อนอีก ๒-๓ คนเข้าร่วมวงด้วย  ผมมี "ผ้าขาว" หลายผืนพร้อมใช้เสมอครับ