Monday, November 6, 2017

        ชาวจีนเรียกชื่อประเทศของตนว่า จงกวั๋ว (สำเนียงแต้จิ๋วเรียก ตงกก)  แปลว่าภาคกลาง หรือประเทศกลาง  เพราะสมัยโบราณชนชาติจีนมีถิ่นฐานอยู่ระหว่างลุ่มแม่น้ำฮวงโห (หรือสำเนียงจีนกลางปัจจุบันคือ หวงเหอ)  ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทางด้านเหนือกับลุ่มแม่น้ำที่ชาวไทยรู้จักดีในนามแยงซีเกียง (ยังมีชื่อเรียกอีก ๒ ชื่อว่าแม่น้ำฉางเจียง หรือแม่น้ำหยังจื้อ) ซึ่งเป็นแม่น้ำทางด้านใต้

     
ดินแดนที่อยู่ด้านนอกกำแพงเมืองจีนไปทางทิศเหนือเป็นถิ่นฐานของชนต่างชาติหลายเผ่าชน เช่น มองโกล แมนจู กิมหรือจีน (เกาหลี) รวมเรียกว่าพวกปักฮวน แปลว่าพวกอนารยชนทางเหนือ  ดินแดนด้านทิศตะวันตกไกลออกไปเป็นเทีอกเขาสูงและป่าดงมากมาย  มีชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า  ที่รู้จักกันดีคือธิเบต มีชื่อเรียกเฉพาะว่าซีจั้ง  เรียกรวมทุกเผ่าทางทิศตะวันตกนี้ว่าพวกไซฮวน  แปลว่าพวกอนารยชนทางตะวันตก  ดินแดนด้านทิศใต้ไกลลงมาจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงเมื่อเข้าสู่ยุคสามก๊ก  ก็ไม่ใช่ดินแดนประเทศจีนแล้ว  ดังจะเห็นได้จากการที่ขงเบ้งซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีของเล่าปี่ที่ตั้งหลักมั่นอยู่ในแคว้นเสฉวนยังยกทัพลงไปรบกับพวกหน่ำฮวน (อนารยชนทางใต้) ซึ่งมีเบ้งเฮกและลุดตัดกุดเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

        ถ้าดูแผนที่ประเทศจีนในปัจจุบัน จะเห็นว่ามณฑลเสฉวนมิได้เป็นชายแดนประเทศจีน  เพราะมีมณฑลกวางสีจ้วง  มณฑลกุ้ยโจว และมณฑลยูนนานอยู่ถัดลงไปทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้  แต่ในยุคสามก๊กนั้นอาณาเขตประเทศจีนสุดแดนเพียงแคว้นเสฉวนเท่านั้น  พ้นไปเป็นรัฐอิสระของชนกลุ่มน้อย

        คำว่า "จงกวั๋ว" จึงมีความหมาย ๒ นัย  นัยหนึ่ง ... ในยุคโบราณหมายถึงดินแดนของชนชาติจีนล้วนๆ พวกฮวนไม่เกี่ยว  แต่อีกนัยหนึ่ง ... ในปัจจุบันหมายถึงประเทศจีนทั้งหมดรวมทุกมณฑล  ไม่ยกเว้นแม้แต่มองโกเลียใน หรือดินแดนแมนจูเดิม  เช่น  เหยหลงเจียง หรือกว่างสีจ้วง  ถ้าเราถามพลเมืองจีนว่าเขาเป็นคนประเทศอะไร  เขาก็จะตอบว่าเป็นจงกวั๋วเหริน (คนประเทศจีน) แต่ถ้าถามว่าเขามีเชื้อชาติของเผ่าชนใด  บรรดาจงกวั๋วเหริน หรือตงกกนั้ง จะตอบไม่เหมือนกัน  บางคนอาจจะตอบว่าเขาเป็นชนชาติมองโกล (ม่ง-กู่เหริน) บ้าง  บางคนอาจจะเป็นชนชาติแมนจู (หม่าน-ต้าเหริน) บ้าง แม้ว่าส่วนใหญ่ของชาวเมืองจีนจะต้องตอบว่า "ฉันเป็นคนชนชาติฮั่น (ฮั่นเหริน) ก็ตาม

        คนจีนส่วนใหญ่ที่มิใช่ชนกลุ่มน้อยจะเรียกตนเองว่าเป็นชาวฮั่น  คำว่า "ฮั่น" นี้คือนามของราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่  ในยุคโบราณกว่า ๑,๗๐๐ ปี  ย้อนหลังไปนั้น  องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นเป็นขุนศึกนาม เล่าปัง  ซึ่งรบแพ้ ฉ้อปาอ๋องผู้ยิ่งยงถึง ๗ ครั้ง  แต่พอชนะครั้งเดียวก็เด็ดขาด  สามารถตั้งตนเป็นจักรพรรดิฮั่นเกาจู่  หรือที่ออกพระนามในเรื่องสามก๊กว่าพระเจ้าฮั่นโกโจนั่นเอง

        จักรพรรดิฮั่นโกโจ หรือฮั่นเกาจูเป็นมหาราชชาตินักรบ  แผ่อานุภาพจากกรุงซีอานขึ้นไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ  ครอบครองแคว้นซินเกียง  ผ่านช่องเขากานซูขึ้นไป  ผ่านทะเลทรายโกบีไปจรดอาณาจักรเปอร์เซียและเขตอิทธิพลของมหาอาณาจักรโรมันที่มีศูนย์กลางในทวีปยุโรปอยู่ที่กรุงโรม และแผ่อำนาจมาปกครองทั้งทวีปแอฟริกาเหนือและทวีปเอเซีย (ปัจจุบันเรียกว่าตะวันออกกลาง)

        โรมันเป็นมหาอำนาจ ๓ ทวีป  ในขณะที่จีนเป็นมหาอำนาจของทวีปเอเซีย  ต่างก็สงวนอำนาจอยู่ในเขตอิทธิพลของตน  ไม่เข้าปะทะกันเป็นสงคราม  กลับทำมาค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากัน  ผลผลิตของจีนที่ขึ้นชื่อลือชาได้แก่  ผ้าแพร  ผ้าไหม  อันเป็นที่ต้องการของชาวยุโรป  ส่วนจีนต้องการสินค้าที่ตนผลิตเองไม่ได้  เส้นทางการค้าระหว่างกรุงโรมและกรุงซีอานเมืองหลวงของจีนในยุคราชวงศ์ฮั่นนี้เอง  ที่ชาวโลกรู้จักในนามเส้นทางสายไหม (Silk Route) ซึ่งในยุคที่โรมันและจีนเรืองอำนาจนั้น...เส้นทางสายไหมใช้ทางบกจากกรุงโรมตรงมายังกรุงซีอาน  ไม่มีประเทศใดหรือแคว้นไหนกล้าขัดขวางการลำเลียงสินค้าของเส้นทางสายไหม  เพราะมี ๒ มหาอำนาจของโลกยุคนั้นคุ้มกันอยู่
Cr. from Facebook (The Silk Road)

        ความยิ่งใหญ่ของจีนในยุคราชวงศ์ฮั่นครั้งนั้นเอง  ที่กลายเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวจีนมาตราบทุกวันนี้  โดยยังเรียกตนเองว่าชาว (แผ่นดิน) ฮั่น  ทั้งๆ ที่ราชวงศ์ฮั่นได้ล่วงผ่านมาเกือบ ๒,๐๐๐ ปีแล้ว   เว้นแต่ชาวจีนบางส่วนในภาคใต้ของจีน  โดยเฉพาะชาวจีนฮกเกี้ยนในมณฑลฮกเกี้ยน (สำเนียงจีนกลางคือผู่เจี้ยน) และชาวจีนแต้จิ๋วในมณฑลกวางตุ้ง  ไม่เรียกตนเองเป็นชาวฮั่น แต่กลับเรียกตนเองเป็นชาว(ราชวงศ์)ถัง  ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋วเรียกว่าตึ่งนั้ง  และเรียกชื่อประเทศจีนว่าแผ่นดินถัง หรือประเทศถัง  ซึ่งก็คือคำว่า "ตึ่งซัว" ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋วนั่นเอง

        น่าประหลาดที่คนจีนไม่ว่าจะอยู่มณฑลไหน  เผ่าชนชาติใดก็ไม่มีใครเรียกตนเองว่าชาวจีน หรือประเทศจีน  ไม่มีแม้แต่คำศัพท์ที่ออกเสียงใกล้เคียงกับคำว่าจีนอย่างที่คนไทยใช้เรียกชื่อประเทศจีน หรือคนจีน  แล้วเราได้ศัพท์คำว่า "จีน" มาจากไหน  นี่เป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบที่ชัดเจนแจ่มแจ้งไม่ได้  ในสารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถานพิมพ์ครั้งที่ ๑  พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๑๓  หน้า ๕๒๑๗ กล่าวว่า  "...นักปราชญ์ชาวตะวันตกมีความเห็นเรื่องที่มาของคำว่าจีนต่างๆ กัน  ว่ามาจากคำว่า "จีนะ" ในภาษาสันสกฤต  เพราะมีชื่อนี้ปรากฏในคัมภีร์มานวธรรมศาสตร์ที่กล่าวไว้ในคัมภีร์เก่าของคัมภีร์ไบเบิ้ลก็มี  แต่ก็ปรากฏเพียงเป็นชื่อเท่านั้นไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงอย่างอื่นมาประกอบสนับสนุนว่าเป็นชื่อชนชาติใด  ทั้งอายุสมัยที่กล่าวไว้ก็เก่าแก่ห่างไกลกันมากเมื่อเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์  เรื่องจึงยุติเพียงตราเอาไว้เท่านั้น...

        ...แต่ที่เข้าใจกันส่วนมากว่าจีนอาจได้มาจากชื่อราชวงศ์จิ้น (Tsin) ซึ่งมีพระเจ้าจิ้นซีฮ่องเต้ (เขียนตามหนังสือไซ่ฮั่น) เป็นปฐมกษัตริย์...  ส่วนคำ Cathay เป็นชื่อที่ชาวยุโรปตะวันออกมีรัสเซียเป็นต้น  ใช้เรียกประเทศจีน  คำนี้เพี้ยนเสียงมาจากคำว่า ซีไต๋ (Khitai)  อันเป็นชื่อชาวตาดเผ่าหนึ่ง..."  ชาวยุโรปเรียกชาวจีนว่า Sin Chin และ Seres ในภาษาอังกฤษเรียกชื่อประเทศจีนว่า China  และเรียกชาวจีนว่า Chinese  เป็นที่เข้าใจกันว่า ๒ คำนี้มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาจีนที่เรียกชื่อราชวงศ์จิ๋น หรือ ฉิน (Chin) ซึ่งอักขรวิธีที่จีนปัจจุบันใชัอักษรอารบิกสะกดคำนี้เขียนเป็น Qin ออกเสียงว่าฉิน ตามสำเนียงภาษาจีนกลางที่เรียกชื่อราชวงศ์ฉิน (เสียงแต้จิ๋ว คือ จิ๋น)

   
  ชาวไทยเรียกชื่อประเทศจีน และชาวจีนตามอย่างฝรั่งกระนั้นหรือ  ไม่น่าเชื่อ  เพราะคนไทยรู้จักคบหาสมาคมกับคนจีนและประเทศจีนมานานหลายพันปี   ตั้งแต่อาณาจักรไทยอยู่ชิดติดแดนจีน  แม้เมื่อเราลงมาตั้งอาณาจักรสุโขทัยก็มีคำกล่าวสืบมาว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช (ช่วงปี พ.ศ. ๑๘๒๐ - ๑๘๖๐)  เคยเสด็จไปเมืองจีน ๒ ครั้ง  และทรงนำช่างจีน (หรือไม่ก็โปรดเกล้าฯ ให้ช่างไทยเรียนจากจีน)  มาสร้างเตาทุเรียงสำหรับผลิตเครื่องถ้วยชาม  มีลายเคลือบสวยงาม  ที่เรียกกันในปัจจุบันว่าถ้วยชามสังคโลก หรือเครื่องลายครามสังคโลก

        ตามที่มีจารึกไว้ในพงศาวดารชาติไทยนั้น...ฝรั่งชาติแรกที่ไทยเรารู้จักคบหาจนถึงจารึกชื่อไว้ คือ ชาวโปรตุเกส  โดยกัปตัน อดวด เฮอร์นันเดช ปินโต  เดินเรือมาพร้อมทหาร ๑๓๖ คนเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช (ทรงเป็นพระบรมเชษฐาธิราชของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ)  ช่วงเวลานั้นเป็นครั้งแรกที่พม่ารุกรานไทย  โดยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ กษัตริย์ชาติพม่ายกกองทัพลงมายึดอาณาจักรมอญ และย้ายเมืองหลวงของประเทศจากกรุงอังวะลงมาใช้กรุงหงสาวดี (พะโค)  ของมอญเป็นเมืองหลวงแทน  เท่านั้นไม่พอ... กองทัพพม่ายังเข้ายึดครองเมืองเชียงกราน ในอ่าวเมาะตะมะที่เป็นเมืองขึ้นของไทย และมีทรัพยากรน้ำมันดินซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มาก

        สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงเป็นนักรบ  จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทัพเพื่อจะยกไปตีเอาเมืองเชียงกรานคืน  กัปตันปินโตได้นำกองทหารโปรตุเกสทั้งหมดเข้าเฝ้าฯ  อาสาทำศึกโดยร่วมไปในกองทัพไทย  เราสามารถชิงเมืองเชียงกรานคืนกลับมาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาได้อีกวาระหนึ่ง  ซึ่งเชื่อกันว่าส่วนหนึ่งมาจากอิทธิฤทธิ์ของปืนไฟ หรืออาวุธปืนคาบศิลาที่ทหารโปรตุเกสใช้ยิงต่อสู้  ในขณะนั้นทั้งพม่าและไทยยังไม่มีอาวุธทันสมัยอย่างปืนไฟใช้  (คำว่า "ปืน" ในภาษาโบราณหมายถึง ธนู หรือ ศร หรือเกาทัณฑ์ นั่นเอง  คำศัพท์ที่เรียกว่าพระนารายณ์ทรงปืน หรือชื่อพรานป่าในบทพระราชนิพนธ์ละครเรื่องพระร่วง ที่มีชื่อว่านายมั่นปืนยาวนั้น  อาวุธที่ทรง หรืออาวุธที่ถือคือ ธนู หรือศร นั่นเอง  ครั้นไทยมีอาวุธแบบยุโรปมาใช้ยิงเหมือนปืนดั้งเดิมของเรา  แต่เวลายิงจะมีไฟแลบออกมาทางปากกระบอกด้วย  เราจึงเรียกว่าปืนไฟ (เอาไว้ก่อน) ภายหลังจึงเรียกเพียงปืน แต่แยกประเภทตามลักษณะไป  เช่น  ปืนพก  ปืนสั้น  ปืนยาว  ปืนกล  ปืนเล็ก  ปืนใหญ่  ปืนครก เป็นต้น)

        คนไทยรู้จักฝรั่งภายหลังเรารู้จักจีนเป็นพันๆ ปี  เชื่อได้ว่าศัพท์ชื่อจีนที่เราใช้เรียกชื่อประเทศ และชื่อคนของประเทศจีนนั้น  เราไม่ได้รับจากฝรั่งแน่นอน  ดังเหตุผลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่อ้างถึงแล้ว   ผู้เขียนก็ไม่เชื่อด้วยว่าคำว่าจีนนี้  ไทยจะได้มาจากภาษาสันสกฤต  ทั้งนี้เพราะไทยรู้จักคำว่า คนจีนและเมืองจีนมาก่อนที่เราจะรู้จักภาษาสันสกฤตที่ติดมากับพราหมณ์ และลัทธิศาสนาพราหมณ์ซึ่งมีอิทธิพลในยุคกรุงศรีอยุธยา  แต่ยุคก่อนหน้านั้นตั้งแต่กรุงสุโขทัยย้อนหลังขึ้นไปถึงยุคอาณาจักรเชียงแสนและเหนือขึ้นไปอีกจนชิดแดนจีน  เช่น แคว้นสิบสองปันนา ไม่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ และภาษาสันสกฤตอยู่เลย  มีแต่ศาสนาพุทธและภาษาบาลี

        ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อว่าคำเรียกชื่อเมืองจีน และคนจีนที่คนไทยใช้เรียกนี้ได้รับโดยตรงจากชื่อราชวงศ์จิ๋น หรือฉิน (ในเสียงจีนกลาง)  ทั้งนี้โดยมีข้อสันนิษฐานหรือเหตุผลประกอบตามเรื่องราวในตำนานพงศาวดารจีน และชาติใกล้เคียงดังนี้  คือเมื่อครั้งที่มหาจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ (หรือ          ฉินสื่อหวางในเสียงจีนกลาง) ได้ทรงสถาปนาราชวงศ์จิ๋น หรือฉินขึ้น และครองราชย์เป็นองค์ปฐมจักรพรรดิของประเทศจีนนั้น ... พระองค์ทรงรบทัพจับศึกปราบแคว้น หรือก๊กอื่นๆ ราบคาบจนสิ้นยุคเลียดก๊ก หรือยุคจ้านกวั๋ว  จากนั้นจักรพรรดิหนุ่มทรงใช้อำนาจเด็ดขาด  สั่งให้เกณฑ์แรงงานผู้คนนับล้านคนไปก่อสร้างเชื่อมกำแพงใหญ่ที่แคว้นต่างๆ  ได้สร้างไว้ป้องกันการรุกรานของพวกปักฮวน หรือพวกอนารยชน (นอกกำแพง) ทางด้านทิศเหนือ จนทำให้มหากำแพงยักษ์ได้เชื่อมติดต่อกันเป็นพืดยาวจากด้านตะวันตกยาวไปสุดแผ่นดินจีนทางด้านตะวันออกที่ด่านซานไห่กวาน  นับเป็นระยะทางประมาณ ๕,๐๐๐ กิโลเมตร หรือ ๑๐,๐๐๐ ลี้  กำแพงเมืองจีน  กำแพงเมืองจีนนี้จึงมีชื่อเรียกในภาษาจีนกลางว่า "ว่านหลี่-ฉางเฉิง" (กำแพงหมื่นลี้)

        ผู้คนที่ถูกเกณฑ์แรงงานไปสร้างเชื่อมกำแพงยักษ์ครั้งนั้น  ต้องตรากตรำงานหนักจนล้มตายไปนับล้านคน  ญาติสนิทมิตรสหายของผู้ตาย รวมทั้งศัตรูคู่ศึกในแคว้นอื่นๆ ที่พ่ายแพ้แต่ก็ยังปองร้ายอยู่  ทำให้จักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ทรงถูกลอบปลงพระชนม์มากครั้งที่สุดพระองค์หนึ่ง  นับว่าพระองค์เป็นกษัตริย์หนุ่มที่ทรงก่อตั้งประเทศจีนจากฐานเดิม คือ แคว้นฉินหรือจิ๋น  โดยการสถาปนาราชวงศ์ฉิน หรือจิ๋นขึ้นจากเจ้าผู้ครองแคว้นเล็กๆ  ขึ้นเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ปกครองทั้งประเทศทุกแคว้น

        พงศาวดารจีนกล่าวถึงประเทศญี่ปุ่น และเกาหลีว่าภาษาและตัวอักษรของชาติทั้งสองคล้ายคลึงกัน  ทั้งนี้เป็นเพราะในสมัยจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้  ได้ทรงส่งคณะผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรพร้อมกองทหารไปเสาะค้นหายาอายุวัฒนะในดินแดนประเทศเหล่านั้น  เพื่อพระองค์จะได้มีพระชนม์ยืนยาวมากที่สุด  ครั้นสิ้นราชวงศ์จิ๋นหรือฉินในไม่กี่ปีต่อมา  ผู้คนเหล่านั้นจึงตั้งรกรากอยู่ในดินแดนโพ้นทะเล และเผยแพร่อารยธรรมแก่ชาวเกาะญี่ปุ่น และคาบสมุทรเกาหลีซึ่งขณะนั้นยังด้อยอารยธรรมกว่าจีนมาก  ครั้งนั้นกล่าวกันว่าพระองค์ทรงส่งคณะแสวงหายาวิเศษนั้นไปยังทั่วทุกสารทิศ

        จึงน่าเชื่อว่าจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้จะทรงส่งคณะออกค้นหายาอายุวัฒนะลงมายังทิศใต้และตะวันตก  ซึ่งทางทิศใต้มีแคว้นไทยจ้วง  ส่วนทางตะวันตกเฉียงใต้มีแคว้นสิบสองปันนาซึ่งเป็นต้นเค้าของอาณาจักรเชียงแสน  อาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัย

ด้วยเหตุนี้...ย่อมเชื่อได้ว่าเรารู้จัก และใช้คำว่า "จีน" ในภาษาไทยเรามาก่อนหน้ายุคกรุงสุโขทัยนานแล้ว  โดยมีที่มาจากชื่อราชวงศ์จิ๋นหรือฉินดังที่กล่าวมาโดยละเอียดแล้ว

Friday, October 27, 2017

ทำอย่างไรให้แข็งแรงตามแบบ "เสือ"

        ท่านไม่เคยเห็น "เสือโคร่ง หรือเสือลายพาดกลอน" ตัวเป็นๆ ในป่าก็ไม่เป็นเรื่องแปลกหรอก

เพราะเสือโคร่ง ซึ่งมีสมญานามว่า "เจ้าป่า" กำลังจะสูญพันธ์ุจากป่าหรือจากโลก  กลุ่มคนเลวทรามใจบาปหยาบช้าพากันล่าและตัดเอาอวัยวะเพศเสือตัวผู้ไปขายให้พวก "จิตวิปริต" ที่เผอิญมีเงิน  จึงรับซื้อในราคาสูงลิ่ว  เพื่อนำไปตุ๋นใส่เครื่องยาจีนกิน  โดยหลงผิดคิดว่าเป็นยาเพิ่มพลังทางเพศ  แท้จริงไม่ใช่เลย  ถ้าการกินอวัยวะเพศเสือแล้วทำให้เพิ่มพลังอย่างนั้นจริง  ก็ไม่ต้องไปล่าเสือ  คอยล่าเอาอวัยวะเพศของคนที่กินอวัยวะเพศของเสือมาตุ๋นกิน  จะง่ายกว่าและน่าจะมีพลังมากกว่า  ข้อสำคัญคนกินยาสูตรพิลึกเช่นนี้  อายุไม่ถึง ๖๐ ปี  ก็ตายหมดด้วยโรคร้ายแรง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน เส้นเลือดแตก มะเร็ง และไตวาย

        แท้ที่จริงแล้ว  การที่เสือโคร่งและสิงโตแข็งแรงมากถึงขนาดล้มสัตว์ป่าตัวโตกว่า  หนักกว่ามัน ๔-๕ เท่าได้นั้นเพราะเหตุใด?  ผมขอตอบแทนเสือและสิงโตว่า  เพราะ

๑.  เสือและสิงโตไม่ตะกละ  กินอย่างสมถะพอเพียง
๒.  เสือและสิงโตฝึก "พลังลมปราณ" ตลอดเวลาที่มันตื่นอยู่  และสำแดงพลังลมปราณโดยการคำราม

หลายท่านฟังแล้ว  จะพากันหัวเราะเยาะผมจนขำกลิ้งก็เชิญ

        เสือและสิงโตเป็น "เจ้าป่า" แน่นอน  เสือเป็น "จ้าวป่า" ในทวีปเอเซีย  ส่วนสิงโตเป็นจ้าวป่าในอาฟริกา  สัตว์ทั้งสองนี้มีพลานุภาพที่จะไล่ฆ่าฟันสัตว์น้อยวันละ ๑๐๐ ชีวิตก็ทำได้  แต่เพราะมันสมถะ  จึงล่าสัตว์อื่นเฉพาะเท่าที่จำเป็นกินเพื่อดำรงชีพ  ไม่กินตะกละมูมมาม  กินทิ้งกินขว้างเหมือนคนบางคนที่จิตทรามต่ำกว่าสัตว์ ตะกละตะกรามกินดะไปทุกอย่าง  จะกล่าวเฉพาะ "เสือ" เมื่อมันล่าเหยื่อได้และกินมื้อแรกพออิ่มแล้ว  มันจะลากเหยื่อที่เหลือไปเก็บไว้เพื่อกินในวันต่อๆ ไป  ถึงวันท้ายๆ ซากเหยื่อเน่ามีหนอนยั้วเยี้ย  เสือก็ยังกินจนทรากหมดเนื้อเหลือกระดูก  มันจึงทิ้งและค่อยล่าเหยื่อรายต่อไป

        เสือและสิงโตแข็งแรงมากเพราะการฝึก "พลังลมปราณ"  ก็คือ ธรรมชาติที่สอนพวกมันตั้งแต่มีเสือและสิงโตเกิดขึ้นในโลกนี้ให้รู้จักการ "คำราม"  เสียงคำรามทุกครั้ง คือ การขับพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดในปริมาณมากที่สุดยิ่งกว่าสัตว์ใดๆ หรือมนุษย์จะทำได้  กาซคาร์บอนไดออกไซด์แปรสภาพมาจากอ็อกซิเจนที่คน หรือสัตว์ต่างหายใจเข้าไป  เพื่อนำไปฟอกเลือดดำให้กลับเป็นเลือดแดง  มนุษย์หรือสัตว์ที่มีเกล็ดเลือดแดงมากกว่าก็ย่อมแข็งแรงกว่า  ดังนั้น  พอเสือหรือสิงโตพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดไปหมด  พอหายใจเฮือกกลับก็จะได้รับอ็อกซิเจนไหลกลับเข้าไปแทนที่ว่างในปอดซึ่งว่างมากที่สุด  และฟอกเลือดได้ในอัตราสูงสุด

        ผู้ที่ฝึกพลังการหายใจเอาลมปราณ  จะหายใจออกมีเสียงดังเกือบเท่าเสือคำราม  ความจริงเรื่องนี้  ไม่ใช่ผมคิดเอาเอง  แต่มหาโยคีผู้สอนวิชาโยคะ  ตั้งแต่ครั้งก่อนพุทธกาลก็ย่อมได้ศึกษา  สังเกตและนำไปฝึกฯ จนชำนาญและสั่งสอนโยคี รุ่นต่อๆ มา หลายร้อยปีจนสืบมาถึงยุคสิทธัตถะกุมาร  มีสำนักสอนวิชาโยคะและวิชาการต่างๆ  มีชื่อเสียงที่สุด ชื่อ สำนักวิศวามิตร  มีพระอาจารย์ ๒ รูป ชื่อ อุทกดาบส และอาฬาฬดาบส  ที่สิทธัตถะกุมารฝากตัวเป็นศิษย์  แน่นอนที่ต้องสอนทุกสาขาวิชารวมทั้งการฝึกการหายใจตามหลักวิชาโยคะของอินเดียดั้งเดิม  สิทธัตถะกุมารก็ย่อมชำนาญวิชาโยคะและการหายใจเอาพลังลมปราณ

        ครั้นเมื่อสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและประกาศศาสนาพุทธขึ้นแล้ว  กาลเวลาผ่านมานับพันปี  เกิดมีศาสนาพุทธลัทธิมหายาน ชื่อ "วัชรยานนิกาย หรือนิกายวัชรยาน"  ได้ส่งพระภิกษุจากอินเดียรูปหนึ่งชื่อ ธรรมโมภิกษุ  สมณศักดิ์ที่พระโพธิธรรมมหาเถระเข้าไปเผยแผ่ศาสนาพุทธนิกายนี้ที่เมืองจีน  ราชสำนักจีนให้ไปสร้างวัดอยู่ที่ป่าละเมาะบนเนินเขา  นอกเมืองลั่วหยาง(ในเรื่อง สามก๊ก ออกเสียงว่าเมืองลกเอี๋ยง/โจโฉ) รู้จักกันว่า "วัดเส้าหลิน" หรือ เสี่ยวลิ้มยี่  คนจีนเรียกนามเจ้าสำนักว่า "อาจารย์ ตั้กม้อ"  เพราะออกเสียงธรรมโมไม่ได้  ครั้งนั้นราว พ.ศ. ๑๐๖๗  ประเทศจีนเกิดการช่วงชิงอำนาจกัน  ทำให้ราชวงศ์ และรัชกาลต่างๆ อยู่ในช่วงสั้นๆ เฉลี่ย ๒ รัชกาล/ ราชวงศ์

        ครั้งหนึ่งในปลายราชวงศ์สุย  เกิดจลาจลแย่งชิงอำนาจกันไปทั่วแผนดิน  แบ่งเป็นสิบๆ ก๊ก  พลบค่ำวันหนึ่ง  ขุนศึก ๒ คนสู้รบกัน  คนแพ้หนีมาและหลบเข้าไปในวัดพร้อมปิดประตูขังตัวอยู่ในนั้น  ฝ่ายไล่ล่าก็ชักม้าวนไปรอบนอกกำแพง เพื่อหาช่องที่จะปีนกำแพงเข้าไปฆ่าคู่อริ 
ปรมาจารย์ตั้กม้อ
จังหวะนั้น ปรมาจารย์ "ตั้กม้อ" อยู่บนหอระฆังรู้เห็นเหตุการณ์ตลอด และต้องไม่ยอมให้คนนอกมาสู้รบฆ่าฟันกันในเขตวัดแน่นอน  ท่านจึงเปล่งเสียงหายใจออกเต็มพลังดังก้องดุจเสือคำราม

        ผู้ไล่ล่า คือ เจ้าเมืองลั่วหยางชื่อ "หวังซื่อชง" (ในเรื่อง ซุยถังเขียนว่า เฮ้งสีฉ้วง) กับม้าตะลึงเข้าใจว่าเสือโคร่งคำราม  มองขึ้นไป (ในเวลาพลบค่ำ) เห็นจีวรเหลืองๆ และประกายตา(แขก)ที่คมกล้าก็เข้าใจว่าเสือแน่  ทั้งม้าและคนจึงเผ่นหนีลงเขากลับเข้าเมืองไป  พระอาจารย์ตั้กม้อ  จึงให้เหล่าศิษย์ที่มีฝีมือคุ้มครองผู้มาพึ่ง  ข้ามแม่น้ำฮวงโหกลับไปยังฐานทัพของตนโดยปลอดภัย  ต่อมาอีกหลายปี  ผู้ถูกไล่ล่าครั้งนั้น  กลับช่วงชิงชัยชนะได้เด็ดขาด และหนุนส่งพระบิดาตั้งราชวงศ์ถัง และสืบราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ ๒ ทรงพระนาม จักรพรรดิ ถังไท้จง (มหาราช) นามเดิมหลี่ซื่อหมิง

 
ถังไท้จงจักรพรรดิ
      จักรพรรดิ ถังไท้จง ทรงรำลึกถึงพระคุณของปรมาจารย์ตั้กม้อ และลูกศิษย์  จึงให้จัดทำแผ่นหินสลักข้อความเหตุการณ์ที่ตนได้รับความช่วยเหลือที่วัดเส้าหลิน  นำมาถวายและประดิษฐานอยู่ที่หน้าวัดมาตราบทุกวันนี้  ทั้งทรงให้จัดทำจีวรพิเศษเพื่อสรรเสริญเกียรติคุณ  พระอาจารย์ตั้กม้อที่ส่งเสียงหายใจออกดุจเสียงเสือคำราม  จึงมีรูปลายเสือโคร่งพาดตรงอังสะ (ไหล่) ของจีวร  เป็นสัญลักษณ์เฉพาะเจ้าสำนักวัดเส้าหลิน  ศิษย์วัดเส้าหลินที่มีฝีมือหลายคนลาสิกขาไปเป็นครูฝึกทหารราชองครักษ์  และวิชา "มวยเส้าหลิน" ใช้สอนในราชสำนักสืบต่อมาทุกราชวงศ์  จนกระทั่งในโรงเรียนนายร้อยหวังปู  ที่จอมพลเจียงไคเช็คก่อตั้งขึ้นในยุคที่เป็นสาธารณรัฐแล้ว  ก็ใช้วิชามวยเส้าหลินเป็นหลักสูตรวิชาการต่อสู้แบบมือเปล่า
ปรมาจารย์จาง ซันฟง

Cr. from website


        ท่านจาง ซันฟง (เตียซำฮง) ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักบู๊ตึ๊ง  ในพุทธศตวรรษที่ ๑๙  อายุ ๑๐๒ ปี ยังฝึกวิชามวยไท้เก๊ก และฝึกพลังลมปราณขั้นสูงสุดสำเร็จ และถ่ายทอดให้ศิษย์ได้จึงอายุยืนและแข็งแรงเช่นนั้นได้

     

Tuesday, October 24, 2017

๘๙ พรรษาแห่งภูมิพลังแผ่นดิน

"ภูมิพล"  กษัตริย์ไทย ชนะความยากจนเพื่อประชาชนเอง 

❂   จักรพรรดิมหาราชผู้        เกรียงไกร อดีตนอ
     ทรงเชี่ยวชาญพิชิตชัย      รบสู้
     "ภูมิพล" กษัตริย์ไทย       ชนะยาก จนแล
     เพื่อราษฎร์ทั้งชาติกู้         เศรษฐ์ให้พอกินฯ

❂   ยิน "รากหญ้า" ร่ำร้อง     "ขาดแคลน น้ำ" นา 
     ทรงคิด "ฝนเทียม" แทน   เมฆได้
     หลายชาติหลายทวีปแดน  ขอศึก-ษานอ
     "สหประชาชาติ" ให้        เกียรติไท้สดุดีฯ
  
❂   มี "น้ำท่วม" ขุด "แก้ม-ลิง  รอ รับเลย
     กักเก็บน้ำใช้ชะลอ            เมื่อแล้ง
     ที่ดอนขุดบ่อพอ               เพียงที่ ใช้นา
     ง่ายง่ายหายข้อแย้ง          เริ่มแล้วทั่วไทยฯ

❂   "น้ำเน่า" ในแหล่งน้ำ        บำบัด ก่อนรา
     ทรงคิดเครื่อง "ชัยพัฒน์"    ฟอกน้ำ
     ได้ "สิทธิบัตร" เป็นกษัตริย์  องค์แรก โลกนอ
     คุณประโยชน์ยิ่งล้ำ           แก่ผู้ใช้งานฯ

❂   "โครงการหลวง" คิดสร้าง  สี่พัน  กว่าน่อ
     ประโยชน์คือสร้างสรรค์      ราษฎร์ได้
     "พอกินอยู่ฯ" คุณอนันต์      อเนกปโยชน์ ดีแล
     เมื่อประเทศมั่นคงได้          ประโยชน์แท้ปวงชนฯ

❂   นิพนธ์เพลงสี่สิบเก้า          ล้วนไพ เราะนา
     เพลงชื่อ "สายฝน" ไกร      เกียรติก้อง
     "ยูเอ็น" เชิดชูใน             เพลงแห่ง ทวีปเลย
     "ซองออฟเอเซีย" ร้อง        ทั่วทั้งโลกา ฯ

❂   ชันษาเกือบเก้าสิบ            เสด็จสวรรค์ วิโยคเอย
     หทัยราษฎร์สะเทือนขวัญ     ร่ำไห้
     "ชุดดำ" แต่งพร้อมกัน       ทั่วแผ่น ดินนอ
     เห็นพักตร์ชาวสยามไซร้      ชุ่มน้ำตาริน


____________________________________
                     ข้าพระพุทธเจ้า
            นายศุภกิจ  นิมมานนรเทพ
         ในนามของ ลูกหลาน ชาวลำปาง ขอเดชะ




โคลงสดุดีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

       ทุกข์โศกโรคภัยน้อย  ใหญ่สิ้นจินต์เกษม โสตถิ์เทอญ

     
              สิบเก้าชันษ์ท่านขึ้น     ครองสยาม
           ภัยเภทเหตุสงคราม       เพิ่งพ้น
           ราษฎร์ทุกข์ขุกเข็ญคาม   ประเทศ  เรานา
           พระจึ่งเสด็จดั้นด้น         เยี่ยมทั้งทั่วไทย

              ภูวไนยประพาสด้าว   ทุกภา  -ราเฮย
           บรรพตจรดธารา          เถื่อนถ้ำ
           เหนื่อยยากพระกายา     ย่อมเพื่อราษฎร์แฮ
           ทรงรอบรู้เลิศล้ำ          ก่อนแก้บรรเทา

               ชาวเขาเนาแหล่งต้น  ลำธาร
           ทรงสั่งสอนอย่ากราน     ป่าไม้
           ปลูกพืชเหมาะสมสถาน   เลี้ยงชีพ  ชอบแล
           เยี่ยงราษฎรไทยไซร้      ทุกผู้ทุกคน

                ชลธารคือเลือดเนื้อ   ชาวไทย  เรานอ
           ทรงคิดเพื่อการณ์ไกล    ทั่วถ้วน
           น้ำแล้วมากหลากไหล    จัดเก็บ  ไว้นา
           การขุดแก้มลิงล้วน       เกิดด้วยทรงธรรม

              เกษตรกรรมคือรากแก้ว   ของคน  ไทยนอ
         ไฉนยิ่งทำยิ่งจน                 ค่นแค้น
         ทรงคิดเศรษฐกิจผล            "แผนใหม่"
        "เศรษฐกิจพอเพียง" แม้น     อยู่ด้วยตนเอง

           อลเวงไฟใต้ท่วม     ปลายขวาน  สยามฮือ
      ทรงแนะทางบรรสาน     กอบแก้
      เข้าใจถึงสถานการณ์     และ "เค่า- ถึง" เฮย
      ทรงพัฒนาถ่องแท้        ทุกบ้านสุขสันติ์

        อัญเชิญศรีสวัสดิ์พร้อม    ถวายชัย  พระเอย
   เจ็ดสิบพรรษครองไทย         จวบร้อย
   พระสุขภาพดุจดั่งวัย           ทรงหนุ่ม  หนุ่มนอ
   ทุกข์โศกโรคภัยน้อย     ใหญ่สิ้นจินต์เกษม โสตถิ์เทอญ

                                           ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
                                            ข้าพระพุทธเจ้านายศุภกิจ  นิมมานนรเทพ







นิทาน : ตำนานพาณิชย์จังหวัด

       คำปรารภ :  เมื่อปี ๒๕๕๗  ผมชวนเพื่อนอดีตพาณิชย์จังหวัดหลายคนไปสนทนาคารวะ       "ท่านภาคฯ ไชยา ธรรมนิยม  ซึ่งเป็น "ลูกหม้อ" อดีตพาณิชย์จังหวัดที่อาวุโสสูงสุดในขณะนี้ (๒๕๕๙) ถึงเวลาไปหาท่านจริงๆ มีเพียงคุณมนูญ ใจอุ่น  คุณโสภณ โกศัลยวัตร  ที่ไปกับผมได้

       ท่าน(ภาคฯ) ผู้ตรวจฯ ไชยา ธรรมนิยม อายุ ๙๒ ย่าง ๙๓ ปีแล้ว  แต่ท่านมีสุขภาพดีจิตแจ่มใส  เป็น "รัตตัญญู" ความจำดีมาก  ผมกับคุณ(พี่)มนูญ ใจอุ่น  จึงช่วยกันซักถามท่านภาคฯ ไชยา เกี่ยวกับความเป็นมาของตำแหน่งพาณิชย์จังหวัด  ท่านก็เล่าความหลังให้ฟังอย่างมีความสุข  โดยคุณโสภณช่วยจดบันทึกข้อมูลสำคัญๆ ที่ได้จากการสนทนา  เราไ้ด้รายชื่ออดีตพาณิชย์รุ่นเก่าก่อน  มาเพิ่มในทำเนียบรายชื่ออดีตพาณิชย์จังหวัดที่ล่วงลับจนนับได้กว่า ๑๐๐ คน  และเราได้ขอเชิญท่านไว้ว่า  เมื่อถึงวาระเราจัดทำบุญและพบปะสังสรรค์ของชมรมอดีตพาณิชย์จังหวัด  ขอเชิญท่านไปเล่า "ตำนานพาณิชย์จังหวัด" ให้พวกเราฟัง  แต่เมื่อถึงวันนัด  ท่านไม่สบาย  ลูกหลานไม่อยากให้ออกนอกบ้าน  ผมจึงเล่าคร่าวๆ แก้ขัดไป

        บัดนี้  ผมหารือกับคุณโสภณเห็นพ้องกันว่า  ผมควรใช้วิธีเรียบเรียงขึ้น แล้วนำไปให้ท่านภาคฯ ไชยา ตรวจแก้จนดีแล้ว  จึงมอบให้ชมรมอดีตพาณิชย์จังหวัดนำไปพิมพ์เผยแพร่ได้อย่างกว้างขวาง และทั่วถึง  อีกทั้งยังเป็นแนวทางให้เราเขียนเพิ่มเติมในอนาคตได้

☚______________________☛


         กระทรวงพาณิชย์ก่อตั้งขึ้นปลายรัชกาลที่ ๖  โดยแยกส่วนราชการออกจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ  แต่องค์เสนาบดีคือ  พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระจันทบุรีนฤนารทยังทรงว่าการควบ ๒ กระทรวง  โดยมีพลเอก พระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระกำแพงเพชรอัคโยธิน ทรงเป็นรองเสนาบดีกระทรวงพาณิชย์(และคมนาคม)

         แรกๆ กระทรวงพาณิชย์มีงานน้อยตามสภาวะของโลกยุคนั้น  จึงมีกรมทะเบียนการค้าดูแลงานจดทะเบียนพาณิชย์และหุ้นส่วนบริษัท กับงานมาตราชั่งตวงวัด ซึ่งมีกฏหมายทุกงาน   ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำตั้งแต่ปี ๒๔๗๓  ต่อมาเกิดสงครามโลกขึ้นในทวีปยุโรปตั้งแต่ปี ๒๔๘๒  ภาวะราคาสินค้าผันผวนมาก  รัฐบาลซึ่งตั้งกรมการค้าภายในขึ้นมา  แล้วจึงให้จัดตั้งที่ทำการพาณิชย์จังหวัดขึ้นในจังหวัดใหญ่ๆ  หรือมีความสำคัญก่อน  เช่น  เชียงใหม่  นครสวรรค์   นครราชสีมา  นครศรีธรรมราช   สงขลา  ฯลฯ   ตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดจึงเกิดขึ้น  โดยสังกัดกรมการค้าภายใน  ผู้ที่ไปเป็นพาณิชย์จังหวัดในช่วงแรกตั้งนั้น  บางท่านเป็นข้าราชการรุ่นเก่า  มีศักดิ์เป็นท่านขุน  คุณหลวง  แต่คนที่บรรจุใหม่รับผู้จบปริญญา ธ.บ. จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๗๗  

         พาณิชย์จังหวัดที่เป็น "บัณฑิต" หนุ่มเช่นนั้น  จึงโก้มากๆ บางจังหวัดมีผู้จบปริญญาไม่ถึง ๑๐ คน ...ทำให้บางท่านกลายเป็นลูกเขยหลานเขยเศรษฐีคหบดี และของข้าราชการชั้นสูง

         ปี ๒๔๘๓  เกิดสงครามอินโดจีนระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีนรบกันแถวชายแดนด้านนครพนม และอรัญประเทศ  รบกันไม่กี่เดือน  ญี่ปุ่นซึ่งเป็นมหาอำนาจในเอเซียไกล่เกลี่ย(แบบเอียงข้างไทย) คือให้ฝรั่งเศสคืนดินแดนแขวงสวัณณเขตในลาว และเมืองพระตะบอง  ศรีโสภณและเสียมราษฎร์ในเขมร ให้ไทยเข้าปกครอง  ปรากฏว่า  ตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดได้ร่วมอยู่ในรายชื่อชุดแรกของหัวหน้าส่วนราชการที่ติดตามคณะทหาร และผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปปกครองบริหารราชการในดินแดนใหม่

         ต้นธันวาคม ๒๔๘๔  เกิดสงครามโลกในเอเซียขึ้น  โดยกองทัพญี่ปุ่นยกผ่านไทยที่ร่วมเป็นพันธมิตร  เข้าไปยึดมลายูและสิงคโปร์จากอังกฤษได้  และตอบแทนไทยโดยยกรัฐทั้งสี่ซึ่งเราเสียให้อังกฤษ  กลับคืนมาเป็นของไทย  เรียกกันว่า "สี่รัฐมาลัย" คือ  กลันตัน  ตรังกานู  ปะลิศ  ไทรบุรี  (อ๋อ...) มีตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดเข้าไปกับคณะปกครองชุดแรกเช่นเคย   เมื่อสงครามโลกยุติลง ๒๔๘๘  ต้องย้ายพาณิชย์จังหวัดกลับไทย  บางท่านกลับเข้าส่วนกลาง  แต่ส่วนใหญ่ได้ไปเปิดที่ทำการตามจังหวัดต่างๆ  ที่มีความสำคัญด้านการค้าชายแดน  โดยเฉพาะการควบคุมข้าวสารส่งออกทางภาคใต้ไปยังมาเลเซีย  สิงคโปร์  พาณิชย์จังหวัดปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  จึงเกิดขึ้นก่อนจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร  สมุทรปราการ  ระยอง ฯลฯ นานกว่า ๓๐ ปี  หลังจากนั้น  กรมต่างๆ ได้ก่อตั้งขึ้น  เช่น  กรมการค้าต่างประเทศ  กรมเศรษฐสัมพันธ์  กรมการสนเทศ ฯลฯ  และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็นกระทรวงเศรษฐการ  "พาณิชย์จังหวัด"  โอนมาขึ้นสำนักงานปลัดกระทรวง  เรียกตำแหน่งว่า  "เศรษฐการจังหวัด"  ต่อมาปี ๒๕๑๔  เปลี่ยนชื่อกระทรวงเป็นพาณิชย์  เราจึงกลับมาเป็น "พาณิชย์จังหวัด" จนทุกวันนี้

          มีระดับตำแหน่งสูงถึง ซี.๙  แต่ไม่มีเครื่องมือ "สนับสนุนการทำงาน"  ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน  ก็ต้องอดทน และหวังว่าจะมีผู้เข้าใจจริงมาช่วยปฏิรูปให้ต่อไป



   

สิ้นแสง "จันทร์" กวีวังหน้า

เรื่องนี้เคยลงพิมพ์ในวารสาร "ศิลปวัฒนธรรม" ปีที่ ๑๓ ฉบับที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕

หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี


เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๓๔  ผมนั่งรถโดยสารปรับอากาศ  จะไปประชุมที่จังหวัดชลบุรี  พอได้ที่นั่งบนรถแล้ว  ก็คลี่กางหนังสือพิมพ์ "มติชนรายวัน" ของวันนั้นขึ้นมาอ่าน  แล้วก็ต้องตกใจทันทีที่อ่านพบข่าวการสิ้นชีพิตักษัยของหม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี  ซึ่งปรากฏรายละเอียดอยู่ในหน้า ๓ ของ น.ส.พ. นั้น  ในหัวข้อเรื่อง "เมื่อจันทร์ลาลับขอบฟ้า  อาลัย "กวีวังหน้า" ม.จ. จันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี (พ.ณ. ประมวญมารค)"  สรุปได้ว่า

        "ท่านจันทร์ฯ"  ซึ่งในบั้นปลายพระชนม์ชีพได้เสด็จไปประทับอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่  ราว ๒๐ ปีมาแล้วนั้น  ได้สิ้นชีพิตักษัยเสียแล้ว  เมื่อเวลา ๑๙.๔๕ น.  วันศุกร์ที่ ๒๙ พฤศจิกายนนี้เอง  สิริพระชนมายุได้ ๘๑ ปี ๔ เดือน ๙ วัน

         ผมรู้จักและเคารพรักนับถือ "ท่านจันทร์ฯ" มาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว  ตั้งแต่ครั้งที่ผมยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  แม้ระยะหลังนานปีแล้วที่ไม่ได้เข้าเฝ้าท่าน  แต่ก็ระลึกถึงและคอยฟังข่าวคราวของท่านเสมอ  ผมจึงตั้งใจที่จะแต่งโคลงสี่สุภาพซึ่งเป็นร้อยกรองประเภทที่ผมสังเกตว่า ท่านโปรดมากกว่าประเภทอื่นใด  ไปถวายความเคารพพระศพของท่าน  ดังนั้น  ขณะที่นั่งรถไปนั้น  ผมก็คิดแต่งโคลงไปพร้อมๆ กับระลึกถึงความหลังที่ผมได้เคยเฝ้าท่าน  รวมทั้งข้อมูลส่วนพระองค์ท่านที่ผมได้รับทราบทั้งจากเอกสารหนังสือ ที่ทรงเล่าเองบ้าง  มีคนที่รู้จักท่านเขียนถึงบ้าง  ผู้อาวุโสเช่น  ท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล  ท่านอาจารย์เสฐียร พันธรังษี (ถึงแก่กรรมแล้วทั้งสองท่าน) ได้เคยเล่าให้ผมฟังบ้าง  ผมจึงลำดับทบทวนข้อมูลความหลังย้อนไปเป็นลำดับๆ

         เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙  ผมเป็นประธานชุมนุมวรรณศิลป์  ส.มธ. คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธานชุมนุมดนตรีไทย ธรรมศาสตร์ สมัยเดียวกัน  เราจัดกิจกรรมร่วมกันโดยให้มีการประชันบทร้อยกรองระหว่างนักแต่งร้อยกรองจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาฯ  ซึ่งในการนี้จะมีวงดนตรีไทยมาร่วมบรรเลงด้วย

         เย็นวันหนึ่งมีสุภาพบุรุษสูงอายุคนหนึ่ง ขึ้นมานั่งดูนิสิตนักศึกษาแต่งร้อยกรองประชันแข่งขัน ท่านผู้นั้นไม่ใช่ครูบาอาจารย์ที่พวกเราคุ้นหน้า  แต่เห็นชัดว่าท่านสนใจมาก  สังเกตได้จากสีหน้าที่แสดงความรู้สึกตลอดเวลา  จนกระทั่งงานเลิกแล้ว  คุณเนาวรัตน์ก็ลงจากเวทีมากราบ  แสดงคารวะท่านผู้นั้น  ผมจึงได้รู้ว่าท่านสุภาพบุรุษรูปร่างสง่างามอย่างที่ฝรั่งว่า "ดาร์ก ทอล แอนด์ แฮนซั่ม" (Dark, Tall and Handsome) นั้น  "ท่านจันทร์ฯ" ของไทยนี่แหละทรงเป็น "นายแบบ" ได้อย่างดียิ่ง  คุณเนาวรัตน์ ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรแก่ผม  นอกจากจะบอกว่า ท่านคือ "ท่านจันทร์ฯ" เท่านั้นเอง คงเป็นด้วยเราอยู่เฉพาะพระพักตร์ท่าน  แต่ถึงเสด็จไปแล้วผมก็ถามได้ความเพิ่มว่า  ทรงเป็นพระโอรสของ "น.ม.ส." หรือพระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ รัตนกวีองค์หนึ่ง

         ผมจึงไปหาท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล อาจารย์ผู้เฒ่าของผมซึ่งท่านทำหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ต้นรัชกาลที่ ๖  รอบรู้ "ข้อมูลบุคคล" ที่มีชื่อเสียงในสังคมไทยเป็นอย่างดี  ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมคือ  "ท่านจันทร์ฯ" เป็นพระโอรสองค์ใหญ่ในพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส)  ที่คนส่วนใหญ่รู้จักในนามปากกา "น.ม.ส." นั่นเอง  ท่าน "น.ม.ส." ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์หนึ่งใน กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ  อันเป็น "วังหน้า" องค์สุดท้ายในประวัติศาสตร์ชาตไทย "วังหน้า" พระองค์นี้คือพระราชโอรสองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  พระอนุชาธิราชในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔  ซึ่งทรงเชี่ยวชาญวิชาโหราศาสตร์  ทรงทราบว่าพระอนุชาองค์นี้ทรงมีพระชะตาแรง  จึงทรงสถาปนาขึ้นเป็น "วังหน้า"  แต่ให้มีพระราชอิสริยยศสูงเทียบเท่าพระเจ้าแผ่นดิน

         พระมารดาของ "ท่านจันทร์ฯ" คือ หม่อมพัฒน์  ท่านผู้นี้เป็นธิดาของ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค)  กับท่านผู้หญิงเปลี่ยน   เจ้าพระยาภาสกรวงศ์นั้น  เป็นน้องชายคนเล็กของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)  สมเด็จเจ้าพระยาฯ องค์นี้เป็นผู้สำเร็จราชการในต้นรัชกาลที่ ๕  ช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะ  สมเด็จเจ้าพระยาฯ มีอำนาจอิทธิพลมากมหาศาล  บรรดา  "บิ๊กๆ" ทั้งหลายในเมืองไทยเอามารวมกันทั้งหมด  ยังไม่เท่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ

         เล่ากันสืบมาว่า  เมื่อครั้งต้นรัชกาลที่ ๕  เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์  สมณชีพราหมณ์  และมหาอำมาตย์ข้าราชการร่วมประชุมกันเพื่อ "สรรหา" เจ้านายพระองค์หนึ่งที่เหมาะสมจะทรงเป็นที่ "วังหน้า" นั้น  สมเด็จเจ้าพระยาฯ (ตอนนั้นยังเป็นที่เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์)  เสนอ  "กรมหมื่นวิไชยชาญ"  แต่กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (พระองค์เจ้าปราโมช  เสด็จปู่ของท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. เสนีย์ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช)  ได้ทักท้วงว่า  "วังหน้า"  ควรจะสถาปนาจากพระราชอนุชาสายตรง    เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ถลึงตามอง  พร้อมกับร้องสวนมาว่า  "ที่ทักนั้น  ตัวอยากจะเป็นเสียเองรึไง"  กรมขุนวรจักรฯ  ทรงเสียงอ่อยลงทันที  พึมพำว่า "จะให้ยอม ก็ยอม..."  หลังจากวันนั้นแล้ว  กรมขุนวรจักรธรานุภาพไม่กล้าเสด็จออกจากวังวรจักรฯ  อีกเลย  จนกระทั่งสมเด็จเจ้าพระยาฯ ถึงแก่พิราบัย  จึงกล้าออกมานอกวัง

         ยังมีผู้เขียนเล่าไว้ในเรื่องชีวประวัติของ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสงชูโต)  ทหารเอกคู่พระราชหฤทัยในรัชกาลที่ ๕  ตอนหนึ่งว่า  เมื่อครั้งที่ท่านยังเป็น "เจ้าหมื่นไวยวรนารถ"  ราชองค์รักษ์เวร  รับพระบรมราชโองการให้ไปปราบพวกอั้งยี่ที่ก่อกำเริบจลาจล  และพวกอั้งยี่ส่วนหนึ่งหนีเข้าไปในเขตเมืองราชบุรี  เจ้าหมื่นไวยวรนารถจึงกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตตามไปจับพวกอั้งยี่เหล่านั้น  ทรงมีพระราชดำรัสตรัสห้ามทำนองว่า  "...เจ้าอย่าไปที่นั่นเลย  ด้วยเป็นถิ่นที่ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ  ถ้าเจ้าทำการพลาดพลั้งขัดใจสมเด็จฯ  คร่ากุมเอาตัวเจ้าไปข้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้..."

         เจ้าพระยาภาสกรวงศ์  คุณตาของ "ท่านจันทร์ฯ"  นั้น  เป็นสามัญชนคนไทยคนแรกที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในอังกฤษ  เรียนได้สองปีก็ถูกเรียกกลับมารับราชการ  ได้เป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองในยุครัชกาลที่ ๕  ที่ ๖  ได้เป็นเสนาบดีหลายกระทรวง  ส่วนคุณยายคือ ท่านผู้หญิงเปลี่ยนนั้น  ก็เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้ง  "สภาอุณาโลมแดง" ที่เป็นต้นกำเนิดของสภากาชาดไทยในปัจจุบันนั่นเอง  ที่กล่าวมาทั้งนี้  จะเห็นได้ว่า  พระบุพการีของ "ท่านจันทร์ฯ" ทั้งสองฝ่ายล้วนเป็นคนสำคัญยิ่งในบ้านเมืองไทยมาทั้งนั้น   แต่หม่อมพัฒน์  พระมารดาของท่านจันทร์ฯ  บุญน้อยอายุสั้น  เมื่อ          "ท่านจันทร์ฯ" พระชันษาได้สิบกว่าปี  ก็ทรวกำพร้ามารดา  เหลืออนุสรณ์อยู่ในพระนามเต็มของท่าน คือ "หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี" เท่านั้นเอง

         พระนามเต็มของ "ท่านจันทร์ฯ"  มีโอกาสได้ใช้เฉพาะในทางราชการเท่านั้น  เผอิญที่ชื่อเสียงในฐานะที่ทรงเป็นข้าราชการกระทรวงการคลังนั้นก็ไม่รุ่งเรืองโด่งดัง  คนทั่วไปจึงไม่รู้จัก  อีกทั้งทรงปฏิบัติองค์อย่างสมถะไม่ถือพระองค์เลย  ใครจะใช้คำราชาศัพท์ทูลท่านผิดๆ ถูกๆ ก็ไม่ทรงถือสา  โปรดความเป็นธรรมดาสามัญชนยิ่งกว่าสามัญชนบางคนที่เผอิญได้ดีมีอำนาจวาสนาเสียอีก  ดังนั้น คำว่า "วัฒน์" ท้ายพระนามซึ่งถ่ายทอดมาจากพระมารดา "หม่อมพัฒน์" นั้น  เรียกขานนานไปก็หล่นหายไป  ในที่สุดก็หดสั้นเข้าเหลือเพียงเรียกรู้กันทั่วไปว่า "ท่านจันทร์ฯ" เท่านั้นเอง  

          ยิ่งไปกว่านั้น  ในแวดวงกวี และศิลปินที่ทรงคบหาสนิทสนมตั้งแต่ยังทรงรับราชการอยู่กระทรวงการคลัง  ในพระบรมมหาราชวังนั้น  มีสถานที่ชมรมเสวนาประจำกันอยู่ที่ร้านอาหารชื่อ "มิ่งหลี"  ฝั่งตรงข้ามกับประตูวิเศษไชยศรี   "ท่านจันทร์ฯ"  โปรดเสด็จข้ามมาร่วมเสวนาด้วยเป็นประจำ  ในแวดวงชมรมนั้น  มีกวีและศิลปินที่ใครๆ เรียกขานกันว่า "ท่าน" อีก ๒ คน  คือ "ท่านอังคาร" (อังคาร กัลยาณพงศ์) กับ  "ท่านกูฏ" (ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ)   เด็กๆ รุ่นหลังพลอยเข้าใจว่า      "ท่านจันทร์ฯ"  "ท่านอังคาร"  และ  "ท่านกูฏ"  คงเป็นคนระดับศักดิ์เดียวกัน  หรือไม่ก็คงจะเป็นพี่น้องญาติสนิทกันทำนอง "องค์ชายใหญ่"  "องค์ชายกลาง" และ "องค์ชายเล็ก" ในวงการศิลปินการแสดง

          แต่ "ท่านจันทร์ฯ" นั้น  เวลาที่มาร่วมแต่งโคลงสี่สุภาพ หรือร้อยกรองกับกวีและศิลปินที่ชมรมฯ นั้น (ซึ่งต่อมามีคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ และคุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นขาประจำด้วย) ทรงใช้นามปากกาว่า "นายโต๊ะ ณ ท่าช้าง"  ครั้นเวลาที่ทรงนิพนธ์บทความ  สารคดี  วรรณกรรม  หนังสือวิชาการเป็นเล่มๆ นั้น จะทรงใช้นามปากกาว่า "พ.ณ. ประมวญมารค" (อ่านว่า พอ-นะ-ประมวนมาก)  พระขนิษฐา หรือน้องสาวของท่านอีก ๒ พระองค์คือ  หม่อมเจ้าหญิงจันทร์เจริญ  ทรงใช้นามปากกาว่า "จ.ณ. ประมวญมารค  หม่อมเจ้าหญิงวิภาวดีรังสิต (เมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว  มีพระบรมราชโองการโปรดให้ยกขึ้นเป็นพระองค์หญิง) ทรงใช้นามปากกา "ว. ณ. ประมวญมารค"

          คำว่า "จ."  ที่ท่านหญิงจันทร์เจริญทรงใช้  กับคำว่า "ว." ที่พระองค์หญิงวิภาวดีทรงใช้นั้นย่อมเป็นที่เข้าใจกันได้ไม่ยากว่าทรงย่อจากพระนามของพระองค์เอง  แต่ "ท่านจันทร์ฯ"  เหตุใดจึงทรงใช้ "พ. ณ. ประมวญมารค"  ทำไมจึงไม่ทรงใช้ "จ." และถ้าทรงใช้ "จ." ก็ย่อมซ้ำกับนามปากกาของท่านหญิงจันทร์เจริญอีก  ปริศนาเรื่องนี้ผมได้ฟังการเฉลยโดยบังเอิญในเช้าวันหนึ่ง  เมื่อถึงวาระคล้ายวันประสูติของศาสตราจารย์ พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์  เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๑๒  ผมไปเฝ้าเพื่อถวายหนังสือโคลงสี่สุภาพ ซึ่งผมแต่งและจัดพิมพ์ขึ้น ๕๐๐ เล่ม  เพื่อให้เสด็จในกรมฯ  ประทานเป็นที่ระลึกแก่ผู้ที่ไปถวายพระพร

          ผมไปถึงหน้าประตูใหญ่ของวัง  ยังไม่ทันกดกริ่ง  ประตูเล็กก็เปิดออกมีสุภาพบุรุษก้มตัวลอดออกมา "ท่านจันทร์ฯ" นั่นเอง  ผมรีบเข้าไปแสดงความคารวะด้วยความประหลาดใจ เช่น เดียวกับที่ท่านทรงทักผมว่ "เฮ้ย  ศุภกิจ  ลื้อก็มาด้วยหรือ..."   "กระหม่อม เป็นศิษย์เสด็จในกรมฯ  ท่านทรงเมตตาเป็นเจ้าภาพแต่งงานให้กระหม่อมเมื่อต้นปีนี้เอง..."  ผมดึงหนังสือโคลงสี่สุภาพที่นำมา  ถวายไปเล่มหนึ่ง  ทรงรับไปอ่านดู และตรัสชมว่า "เออดีว่ะ  มีลื้อแต่งโคลงได้อีกคน  เดี๋ยวนี้หาคนแต่งโคลงเป็นน่ะยากเต็มที..."  เมื่อท่านเสด็จจากไป  ผมก็ก้าวเข้าประตูวังไป  คุณสุมิตรา เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา  แม่บ้านประจำวังซึ่งตามมาส่งเสด็จท่านจันทร์ฯ ปรารภว่า "คุณศุภกิจก็รู้จัก ท่านพลุ ด้วยนะ"  "ครับผมรู้จักท่านจันทร์ฯ หลายปีแล้ว  แต่วันนี้ได้รู้จักพระนามหนึ่งคือ ท่านพลุ"

         คำว่า พลุ นี่เอง  คือกำเนิดของนามปากกา "พ. ณ. ประมวญมารค"

         คุณสุมิตรา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ในหมู่พระญาตินั้นเรียกกันว่า  "ท่านพลุ"  ที่เสด็จไปที่วังเสด็จในกรมนราธิปฯ​  นั้น  ด้วยทรงนับพระญาติกัน  "ท่านจันทร์ฯ"  ทูลเรียกเจ้าของวังในซอยสายน้ำผึ้งนั้นว่า "เสด็จอา"  แต่ที่จริงหม่อมเจ้าหญิงพรพิมลพรรณ พระมารดาเลี้ยงของ "ท่านจันทร์ฯ"  นั้นคือ  พระเชษฐภคินี (พี่สาว) ของเสด็จในกรมนราธิปฯ  ถ้านับญาติทางสายนี้  ก็น่าจะเป็น "เสด็จน้า"  แต่อาจจะทรงเรียกขานมาก่อนที่จะมาเกี่ยวดองกันจริงๆ นั้น ท่าน "น.ม.ส."  กับเสด็จในกรมนราธิปฯ  ก็สนิทคุ้นเคยกันหลายสถาน  ทั้งเป็นนักเรียนเก่าจากอังกฤษด้วยกัน  ทั้งได้ทรงออกหนังสือพิมพ์องค์ละฉบับ  ทั้งสององค์และทรงเป็นนักปราชญ์ทางภาษาหนังสือด้วยกันทั้งสององค์  ท่าน "น.ม.ส."  ทรงแก่กว่า  น่าจะทรงแนะนำให้โอรส คือ "ท่านจันทร์"  ทูลเรียกเสด็จใน          กรมนราธิปฯ ว่า "เสด็จอา" มาแต่แรกรู้จัก

         ที่จริง "ท่านจันทร์ฯ" จะทรงนับญาติกับหม่อมพร้อยสุภิณ  ชายาเสด็จในกรมนราธิปฯ ก็ย่อมได้  เพราะพระมารดาหม่อมพัฒน์นั้นเป็นญาติสนิทกันกับหม่อมพร้อมสุภิณ (สกุลเดิมบุนนาค ด้วย)  

      นามปากกาส่วนที่เป็น "ณ ประมวญมารค" นั้นมาจากไหน  ถ้าไม่เล่าไว้  ต่อไปอนุชนรุ่นหลังจะไม่รู้จัก  จึงขอเล่าแจ้งแถลงไขดีกว่า  เป็นการรักษาตำนานเอาไว้  เมื่อช่วงปลายพระชนม์ชีพของท่าน "น.ม.ส." นั้น  ทรงก่อตั้งโรงพิมพ์และออกหนังสือพิมพ์อยู่ที่ถนน "ประมวญ" ย่านสีลม  ชื่อถนนสายนี้  เกิดจากราชทินนามของ "พระประมวญคคนานต์"  ซึ่งเป็นผู้ออกเงินตัดถนนสายนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ท่าน "น.ม.ส." จึงทรงใช้ชื่อถนนมาเป็นชื่อหนังสือพิมพ์ด้วย  กล่าวคือ  ฉบับรายวันให้ชื่อว่า "นสพ. ประมวญวัน"  ฉบับรายสัปดาห์ให้ชื่อว่า  "ประมวญสาร"  และ ฉบับรายเดือน  ให้ชื่อว่า "ประมวญมารค"
   

         ชื่อ ประมวญมารค หรือ ถนนประมวญนั่นเอง  คือ แหล่งที่มาของพระนาม  "ณ ประมวญมารค" ของ "ท่านจันทร์ฯ" และพระขนิษฐา

         พระเกียรติคุณของ "ท่านจันทร์ฯ" นั้น  คนทั่วไปย่อมทราบดีว่าทรงมีผลงานด้านภาษาหนังสือมากมาย  ได้จัดพิมพ์เป็นเล่มโดยสำนักพิมพ์แพร่พิทยา  วังบูรพา  ที่สำคัญ  เช่น  ชีวิตและงานของสุนทรภู่  และกำสรวลศรีปราชญ์  สวนเล่มล่าสุดจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม  คือ  เรื่อง "ใครปลอมศิลาจารึก พ่อขุนรามคำแหง"  นอกจากนี้ยังมีบทกวีนิพนธ์ที่ทรงนิพนธ์ไว้ในหนังสือวารสารต่างๆ อีกมาก

          ท่านโปรดแต่งร้อยกรองประเภท "โคลง" มากกว่าอย่างอื่น  ลีลาโคลงสี่  ของ  "ท่านจันทร์ฯ" นั้น  ทรงถอดแบบจากพระบิดาทีเดียว  เช่น  ทรงนิพนธ์กล่าวถึงการประสูติขององค์เองว่า

             
                       ❂     พฤหัสขึ้นสิบห้าค่ำ    เดือนแปด
           จันทร์กระโดดกระเด็นแดด    เที่ยงเปรี้ยง
       จอแปดจะแปดแฝด                แปดเดี่ยว  ก็ดี
          เข้าวษาเสียงเพี้ยง       สวดพร้องคล้องหอนฯ
           (ประสูติเวลาเที่ยงวัน ของวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ จันทรคติขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนแปด ปีจอ จ.ศ. ๑๒๗๒)


          พระเกียรติคุณด้านอื่นๆ ไม่ค่อยมีใครทราบ  ผมได้ฟังถ่ายทอดมาจากท่านอาจารย์ผู้เฒ่า สถิตย์ เสมานิล  ซึ่งได้หายสาบสูญไป ๑๐ ปีเศษแล้ว  เกรงจะสูญตามผู้เล่า จึงขอนำมาถ่ายทอดบันทึกไว้ให้ทราบต่อไป คือ


          "ท่านจันทร์ฯ" นั้นทรงเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษถึง ๓ ชั่วคน  เพราะคุณตาของท่น คือ เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์  พระบิดาก็เคยทรงศึกษาที่อังกฤษ  รุ่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าฯ  เมื่อครั้งที่ทรงเป็นมกุฏราชกุมาร  แต่ต่างมหาวิทยาลัยกัน และ ท่าน "น.ม.ส." เรียนไม่จบ  ทรงศึกษาได้ราว ๒ ปี ก็มีพระบรมราชโองการเรียกกลับไปรับราชการในเมืองไทย  "ท่านจันทร์ฯ"  ได้ทรงเรียนที่อังกฤษ ๑๑ ปี  ตั้งแต่ชั้นมัธยม  จนกระทั่งจบปริญญาตรีทาง เศรษฐศาสตร์  จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ Cambridge University..."

"...ทรงเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมาก  ขณะที่รับราชการที่กระทรวงการคลังนั้น  ผู้ใหญ่เช่น เสนาบดี ปลัดกระทรวง  รัฐมนตรี  ได้มอบหมายให้ "ท่านจันทร์ฯ" ทรงงานด้านติดต่อต่างประเทศ  โดยเฉพาะร่างคำคำขวัญ และสุนทรพจน์เป็นภาษาอังกฤษละก็  ต้อง  "ท่านจันทร์ฯ" จึงจะถูกใจเสนาบดี น่าเสียดายที่ "ท่านจันทร์ฯ" ทรงมีความรู้ความสามารถมาก  คุณวุฒิ  ชาติวุฒิสูง  แต่กลับไม่ทรงทนอยู่ในระบบราชการได้  ทั้งนี้ด้วยจิตวิญญาณความเป็นอิสระเสรีของกวี  ซึ่งทรงสืบสายพระโลหิตโดยตรงมาจากท่าน "น.ม.ส." เสด็จพ่อผู้เป็นรัตนกวี

        นี่ถ้าท่านทรงศึกษาทางภาษาศาสตร์ หรือวรรณคดี  กลับมาทรงงานด้านที่ทรงรักนี้ละก็ ท่านน่าจะทรงเป็นข้าราชการ  ครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียง  มีฐานะตำแหน่งในราชการ หรือมหาวิทยาลัยยิ่งใหญ่กว่าที่ทรงเป็นเพียง "อาจารย์พิเศษ" ที่ทรงสอนวิชาประวัติศาสตร์  ด้วยพระทัยทรงรักในวิชาการนั้นแท้ๆ  ไม่ได้ตรงกับคุณวุฒิที่ทรงร่ำเรียนมาจากอังกฤษเลย    พระเกียรติคุณที่ไม่ค่อยมีคนทราบ  ก็คือ  ขณะที่ทรงเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นั้น  ทรงได้รับคัดเลือกให้เข้าเป็น  "นักกีฬาแข่งเรือประเพณีประจำปี"  ที่มีการแข่งขันอย่างยิ่งใหญ่มาก  ระหว่างมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ กับอ๊อกซฟอร์ด  การที่นักศึกษาคนใดจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมการแข่งขันนั้น  เป็นเรื่องยากมาก และต้องเก่งมากๆ ด้วย  เท่าที่ผ่านมานั้นยังไม่เคยมีชาวเอเซียคนใดได้รับการคัดเลือกเช่นนี้  "ท่านจันทร์ฯ" ทรงเป็นชาวเอเซียคนแรกที่ได้รับเกียรติยศอันสูงนี้  เมื่อกว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว

         ที่จริงท่านทรงเล่นกีฬา "รักบี้" เก่งด้วย  แต่เผอิญมีคนเก่งกว่า  คือ  ท่านอาจารย์โฉลก     โกมารกุล ณ นคร  ผู้ซึ่งเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นนักกีฬารักบี้ ในการแข่งขันประเพณีประจำปีระหว่าง ๒ มหาวิทยาลัยดังกล่าว  ท่านอาจารย์โฉลก  จึงเป็นผู้นำวิธีการเล่นรักบี้  กลับมาสอนคนไทยให้เล่นเป็นกันมาตั้งแต่เมื่อ ๔๐-๕๐ ปี มาแล้ว   ส่วนการพายเรือนั้น  คนไทยสมัยก่อนไม่นิยมแข่งขันกัน  เพิ่งจะมาตื่นตัวแข่งขันกันมากแถบลุ่มแม่น้ำน่าน  ย่านพิจิตร  พิษณุโลก  เมื่อไม่กี่ปีมานี้  อันเป็นเวลาที่  "ท่านจันทร์ฯ"  ทรงชราภาพแล้ว  และคิดว่าถึงจะทรงยังหนุ่มอยู่  ก็คงไม่สนพระทัยเพราะการแข่งเรือเมืองไทย  มักมุ่งเน้นไปด้านการเดิมพันพนันขันต่อ  ซึ่งผิดวิสัยของสุภาพบุรุษนักกีฬาที่ "ท่านจันทร์ฯ" ทรงมีอยู่อย่างเข้มข้นในสายพระโลหิต และจิตวิญญาณ

          กล่าวมาถึงเพียงนี้  ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจว่าผมได้เฝ้าแหนใกล้ชิดสนิทสนม หรือไม่ก็เป็นสานุศิษย์ก้นกุฏิของ "ท่านจันทร์ฯ" อะไรทำนองนั้น  

          ความจริงไม่ใช่  เพราะผมได้มีบุญวาสนาได้เฝ้าท่านไม่ถึง ๑๐ ครั้ง  โดยเฉพาะ ๒ ครั้งหลังสุด  ก็เมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม ๒๕๑๕  เกือบๆ ๒๐ ปีมาแล้ว  แต่ด้วยเป็นการเฝ้าที่ผมประทับใจในองค์ท่านมาก  ทำให้เกิดความเคารพรักในความเป็นกวี  นักวิชาการ  วิญญาณนักกีฬา และสายเลือดนักปราชญ์  ที่ท่านทรงมีพร้อม  

          ผมย้ายไปรับราชการเป็นผู้ช่วยพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่  ในช่วงเดือนกันยายน ๒๕๑๔ (ถึงต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๑๕)  ผมมีเพื่อนเก่าอยู่ที่นั่นมาก่อน คือ รศ.ดร. อัครพงษ์ สัจจวาทิต (ครั้งนั้นยังใช้ชื่อ พีรชาติ ลีรวัฒนางกูร) อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ. ประสาท อือนอก  อาจารย์ประจำวิทยาลัยครูเชียงใหม่  ทั้งสองท่านนี้ได้ชักชวนเพื่อนๆ ที่สนใจศึกษาเสวนาเกี่ยวกับเรื่องภาษาศิลป์  วรรณคดี  พงศาวดาร  โบราณคดี  มาร่วมวงสนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นซึ่งกันและกันกับผมอยู่เนืองๆ  ผู้ร่วมวงที่ยังติดต่อสื่อสารถึงกันมาจนทุกวันนี้  เช่น  ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์  รศ. หวน พินธุพันธ์  อาจารย์ประทีป พฤกษากิจ  เป็นต้น

          วันหนึ่ง  ในกลางเดือนเมษายน ๒๕๑๕  ดร. อัครพงษ์ ได้มาบอกผมให้ไปร่วมฟังการเสวนาของนักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องที่เราชอบ  ทั้งนี้โดยมี ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร  เดินทางขึ้นไปเป็นการส่วนตัว  และขอให้ศิษย์เก่าของท่านที่ มช. ช่วยนัดชวนเชิญผู้ที่สนใจด้านภาษาวรรณศิลป์ พงศาวดารโบราณคดี  ที่อยู่เชียงใหม่ขณะนั้นไปคุยกัน    ผมไปตามที่ได้รับชวน  ในห้องนั้นมีคนราว ๑๐ คน  ท่าน ศ.ดร. ประเสริฐ นั่งคู่กับ "ท่านจันทร์ฯ"  ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเสด็จขึ้นไปประทับอยู่เชียงใหม่ไม่นาน  ยังไม่มีตำหนักประจำ  เสด็จอยู่เรือนรับรองใน มช.  นอกจากนี้ก็มี  ท่านอาจารย์สงวน โชติสุขรัตน์  อาจารย์อีกท่านจากลำพูน  ผมจำชื่อไม่ได้  แต่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์สงวน  อาจารย์มณี พยอมยงค์  อาจารย์ประสาท อือนอก   อาจารย์วิทยา วงษ์ดีไทย  ส่วน ดร.อัครพงษ์ กับ ดร.สุมีน เจ้าของห้อง อยู่รอต้อนรับแล้ว

           เราได้มีบุญหูที่ได้ฟังท่านผู้รู้ผู้ใหญ่สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน  บางทีก็เสริมหรือสนับสนุนความคิดเห็นกัน   บางเรื่องก็โต้แย้งเถียงกันด้วยเหตุผลหลักฐานคัดค้านกัน  ฟังสนุกมากจนเวลาผ่านไปไม่รู้ตัว  ไม่รู้ว่าพูดกันกี่สิบร้อยเรื่อง  แต่ที่ผมจำได้ในสาระสำคัญและเกี่ยวพันกับ "ท่านจันทร์ฯ"  โดยตรงมี ๒ เรื่อง 

           เรื่องแรก   จำไม่ได้ว่าท่านผู้ใดยกเรื่องเสนอเข้าสู่วงสนทนาในทำนองขอความคิดเห็นว่า "...สงครามระหว่างพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่  กับ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งศรีอยุธยานั้น  ใครแพ้ใครชนะ..."

เกิดการอภิปรายกันกว้างขวาง  บ้างก็ยกใจความจากพงศาวดารต่างๆ มาอ้าง  บ้างก็ยกตำนาน  บ้างก็ยกเอาเรื่องราวในโคลงลิลิตยวนพ่ายมาอ้าง  แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นข้างว่า  สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแพ้สงคราม  เหตุผลและหลักฐานสำคัญที่กลุ่มนี้ยกมาอ้างสรุปได้คือ  

(๑)   สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงขอหย่าศึก  โดยเสด็จสละราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยามาทรงสร้างวัด "จุฬามณี" ที่ริมฝั่งน้ำน่าน  แล้วทรงผนวชไปจนกระทั่งสวรรคต

(๒)   การผนวชครั้งนี้  ทรงขอบิณฑบาตเมืองเชียงชื่นคืนจากพระเจ้าติโลกราช  ซึ่งก็ยอมถวายคืน

(๓)   สภาพวัดจุฬามณีที่เห็นหลักฐานปรากฏอยู่นั้น  แน่นอนว่าเป็นวัดเล็กๆ  ถ้าเทียบกับวัดโพธาราม (หรือวัดเจดีย์เจ็ดยอด) ที่พระเจ้าติโลกราชทรงสร้างไว้ที่เชียงใหม่แล้ว  วัดจุฬามณีเล็กกว่าหลายสิบเท่า  ก็เห็นชัดว่าเป็นการสร้างชั่วคราวเพียงช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงผนวชเท่านั้น  ผิดวิสัยของผู้ชนะสงครามจะสร้างวัดอะไรเล็กน้อยเพียงนั้น

         พอสรุปมาลงตรงนั้น  "ท่านจันทร์ฯ"  เสด็จยืนขึ้น  รับสั่งว่า  "ใครเห็นว่าเชียงใหม่ชนะ"  มีคนยกมือขึ้นกว่า ๕ คน  ทรงนับแล้วรับสั่งต่อว่า "อั๊วยอมแพ้..."

         เรื่องที่ ๒  ผมเสนอที่ประชุมเองว่า  ลิลิตพระลอนั้น  ชาวล้านนาแต่ง หรือชาวกรุงศรีอยุธยาแต่ง (ตอนที่ผมอยู่กรุงเทพฯ เคยฟังท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล ปรารภว่าท่านอ่านลิลิตพระลอหลายเที่ยว  อ่านยังไงๆ ก็นึกไม่เห็นว่าจะเป็นคนภาคอื่นใดจะสามารถแต่งได้  เว้นแต่ชาวล้านนาจะแต่งขึ้น  ท่านชี้จุดน่าศึกษาอยู่ ๒-๓ แห่ง   นอกจากถ้อยคำสำนวนภาษาแล้ว  ยังมีแบบธรรมเนียมในการประพฤติปฏิบัติในเรื่องนั้น  ซึ่งไม่เหมือนคล้ายในเรื่องวรรณคดีอื่นใด  ผมได้ร่วมคิดค้นกับเพื่อนร่วมชมรมฯ ที่เชียงใหม่เพิ่มเติมอีก  แต่จะอ้างชื่อว่าท่านอาจารย์สถิตย์ให้แนวคิดมาก็เกรงว่า  ถ้าแสดงออกต่อสาธารณะโดยท่านอาจารย์ไม่ได้พูด หรือเสนอเอง  เกลือก "เชย" ขึ้นมาจะพาให้เสียหายถึงครูบาอาจารย์  สู้เราแอ่นอกรับเสียเองดีกว่า...)


พอผมเสนอขึ้นมาเช่นนั้น  ก็ถูกซักรอบตัวทันทียิ่งกว่าจำเลยในศาลเสียอีก  โต้กันไปตอบกันมาพักหนึ่ง  "ท่านจันทร์ฯ"  รับสั่งว่า  "...อั๊วว่า  เรื่องพระลอนี่นะ  เดิมมาจากตำนานนิทานพื้นบ้านของไทยใหญ่  เรื่อง  "เจ้าสามลอ"  ซึ่งมีคติตรงกับในเรื่องลิลิตพระลอตอนหนึ่งว่า  แข็งดั่งเหล็กเงินง้าง  อ่อนได้ดังใจ ... นิทานนี้คงเล่ากันเข้ามาในเมืองก่อน  ก็คงขยายความมากกว่าเรื่องเจ้าสามลอ  ที่เล่ากันเพียงในพื้นบ้าน  ต่อมาเมื่อเล่ากันมาถึงในเมืองก็ขยายขึ้น  พอเป็นลิลิตนี่แต่งกันในราชสำนัก  จึงกลายเป็นเรื่องของกษัตริย์ไป  ...อั๊วว่า  ชาวกรุงศรีอยุธยาแต่งน่ะ  ชาวล้านนาที่ไหนจะแต่งเรื่องในราชสำนักทำนองอย่างอยุธยาอย่างนั้นได้...

ผมก็ทูลเถียงท่าน  โดยยกเหตุผลว่า  "...ลิลิตพระลอนั้น  แต่งที่อยุธยาแน่นอน  แต่รายละเอียดในเรื่อง  ทั้งถ้อยคำสำนวนมีภาษาล้านนา  เงี้ยวปนอยู่มากมาย  ไม่มีวรรณคดีใดๆ ของชาวภาคกลางที่จะมีถ้อยคำสำนวนภาษาถิ่นเหนือล้านนา และเงี้ยวมากเช่นนั้นเลย  ที่สำคัญที่สุดคือ  แบบธรรมเนียมของท้องถิ่น  ลัทธิความเชื่อที่ปรากฏในลิลิตพระลอนั้น  มีลักษณะเฉพาะของชาวล้านนาอยู่ในจุดสำคัญหลายแห่ง (ซึ่งไม่มีอยู่ในวรรณคดีอื่นใดของชาวภาคกลาง) กล่าวคือ

๑.   เรื่องการใช้ "สลาเหิน"  ของปู่เจ้าสมิงพราย มีอยู่ในวรรณคดีเรื่องนี้เรื่องเดียว  และในพงศาวดารของศรีอยุธยาไม่ว่าฉบับใดๆ ก็ไม่เคยกล่าวว่าเคยมีผู้ใดใช้  "สลาเหิน"  ไปทำร้ายหรือทำอาถรรพ์ต่อผู้ใด  แต่... ในพงศาวดารล้านนาตอนหนึ่ง  ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (ก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กว่า ๑๕๐ ปี) นั้นกล่าวถึงเรื่องการใช้ "สลาเหิน" ไว้ในครั้งที่พระมหาเทวี  มเหสีของพระเจ้าติโลกราชเสด็จยกทัพไปรบเมืองแพร่  ตีหักเอาด้วยกำลังทหารไม่สำเร็จ  จึงโปรดให้ทำพิธีใช้ "สลาเหิน" ข่มชะตาเมืองแพร่จนเอาชนะเมืองนั้นได้

๒.   เรื่องการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อผู้ใหญ่ หรือผู้ที่ตนเคารพ  โดยวิธีการใช้มวยผมเช็ดเท้าของผู้ที่ตนเคารพ  โดยวิธีการใช้มวยผมเช็ดเท้าของผู้ที่ตนเคารพ  แบบธรรมเนียมนี้ไม่มีในภูมิภาคอื่นใด  นอกจากชาวเหนือซึ่งทุกวันนี้ก็ยังพอหาได้ตามชนบทนอกเมือง  เมื่อหญิงแก่ๆ ชาวบ้านเห็นพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่ตนเคารพเดินผ่านมา  เธอจะปูเสื่อหรือผ้าลงไป  พร้อมกับแกะมวยผมออกแล้วก้มลงกราบไปที่พื้นเสื่อ หรือผ้า  ให้พระสงฆ์ที่เคารพเดินเหยียบลงไปที่ปลายมวยผมนั้น... ถือว่าเป็นสิริมงคลมาก

        ลักษณะเช่นนี้  มีอยู่ในเรื่องลิลิตพระลอ ๒ แห่ง คือ

        ในโคลงสองระหว่างโคลงสี่บทที่ ๙๘ - ๙๙  กล่าวถึงพระลอ  ถูกอาถรรพ์ของ "สลาเหิน" แล้ว  จะต้องเดินทางไปหาพระเพื่อนพระแพงให้ได้  ใครๆ ทัดทานก็ไม่สำเร็จ  แม้แต่พระมารดาคือ นางบุญเหลือ  ซึ่งทัดทานจนสุดถ้อยความแล้ว  เมื่อไม่สำเร็จ  จึงให้ศีลให้พรแก่พระลอ  พระลอทรงรับพรแล้วแสดงความเคารพอย่างสูงสุดต่อพระมารดา  ดังความในโคลงสองว่า

                           "...รับพรใส่เศียรไว้   แก้เกศเช็ดบาทไท้
                   ท่านท้าวชนนี          ท่านนา......"

          ในโคลงสี่สุภาพ  บทที่ ๑๐๗  เมื่อพระนางลักษณาวดี  มเหสีของพระลอทูลทัดทานไม่สำเร็จแล้ว  พระนางจึง

                       "...สุดทานสุดทัดท้าว    สุดบุญ
                ทรงโศกภักตร์ซบซุน     ร่ำไห้
                เหนือบาทยุคลขุน        ครวญคร่ำ  ไปนา
                สยายเกศเช็ดบาทไท้     ธิราชไว้เป็นเฉลิมฯ

           เมื่อผมเสนอเหตุผลข้อมูลประกอบจบลง "ท่านจันทร์ฯ" รับสั่งว่า  "...เออ น่าฟังเหมือนกันแฮะ..."  เผอิญเวลานั้น  เย็นลงมากแล้ว หลายท่านมีภาระจะจากไป  บางท่านก็มาไกล  จึงเลิกลาวงสนทนาไปอย่างเสียดายยิ่ง   อีก ๒-๓ วันต่อมา  ขณะที่ผมกำลังนั่งเขียนหนังสือราชการอยู่ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่  ขณะนั้นตั้งอยู่ที่อาคารเช่าเรือนไม้ ๒ ชั้น  เลขที่ ๑๖ ถนนเวียงแก้  ใกล้ๆ ศาลากลางหลังเก่า  เวลานั้นราว ๑๑.๐๐ น.  "ท่านจันทร์ฯ"  เสด็จเข้ามาหาผม  ผมเห็นท่านเสด็จถึงชายคาแล้ว  จึงรีบไปทูลเชิญท่าน  ท่านกลับรับสั่งชวนให้ผมไปคุยกันที่ร้านอาหารที่สี่แยกฝั่งตรงข้าม  ผมก็ตามเสด็จไป  เมื่อทรงดื่มเบียร์ไปแก้วหนึ่งแล้วรับสั่งว่า  "...ศุภกิจ  เรื่องที่ลื้อพูดเกี่ยวกับลิลิตพระลอวันนั้นนะ  อั๊วไปคิดดูแล้ว  อั๊วเห็นด้วยว่ะ  ลื้อช่วยเขียนให้ทีนะ  อั๊วจะเอาไปลงพิมพ์ต่อท้ายเรื่องลิลิตพระลอ  เป็น  "ภาคผนวก"  อั๊วจะเขียนแก้ไขเองก็น่าเกลียด  เพราะอั๊วขายต้นฉบับให้ "ไอ้จิตต์" ไปแล้ว..." ("ไอ้จิตต์" ที่รับสั่งถึงอย่างสนิทนั้นคือ  คุณจิตต์ แพร่พานิช  เจ้าของสำนักพิมพ์แพร่พิทยา  วังบูรพากรุงเทพฯ  ซึ่งรับพระนิพนธ์ของท่านและพระญาติวงศ์  ไปจัดพิมพ์จำนวนมากมายหลายเรื่อง)  ผมรับรับสั่งท่าน

        หลังจากนั้นผมก็มีภาระอื่นเข้ามารบกวนเวลาและสมาธิที่จะเขียนเรื่องที่รับไว้นั้น  ที่สำคัญที่สุดคือ  ผมป่วยมากขึ้นเข้านอนรักษาตัวในโรงพยาบาล(สวนดอก) เชียงใหม่  นับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมป่วยถึงขนาดนั้น  หายป่วยแล้วมีโชคได้เลื่อนเป็นพาณิชย์จังหวัดน่านคนแรก  นับเป็น "ทุกขลาภ" ด้วย  เพราะสำนักงานฯ แห่งนั้นตั้งขึ้นเป็นกรณีพิเศษ  จากงบประมาณเหลือจ่าย  ยังไม่มีอาคารสถานที่ตั้ง ไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นใดนอกจากผม  ที่ต้องทำหน้าที่ทุกอย่างตั้งแต่หัวหน้าลงไปถึงภารโรง  ภาระอื่นๆ ก็หนักหนาติดพันตลอดมา  เรื่องที่รับรับสั่งไว้ก็คงติดค้างเป็น "หนี้" ท่านตลอดมา

        ทบทวนความหลังมาถึงตรงนี้  พอดีรถโดยสารถึงจุดหมาย  ลงไปทำธุระเสร็จแล้วเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ  ระหว่างนั่งรถปรับอากาศสบายๆ  ก็แต่งโคลงสี่สุภาพได้ ๒ บท  ถวายคารวะแด่  "ท่านจันทร์ฯ" (หลังจากแก้ไขขัดเกลาแล้ว  ได้ความดังนี้"

     
                                           อาลัย ... "กวีวังหน้า"

           "ท่านจันทร์ฯ"  บรรเจิดจ้า   จิตรลออ วรรณนา
        โอรส "น.ม.ส."                  แจ่มแจ้ง
         พงศ์กวีสืบเหล่ากอ              กวีใหญ่ ไทยนอ
         ประกาศเกียรติกวีฤาแล้ว       จากหล้าแหล่งสยามฯ
             ยามจันทร์ผันลับฟ้า          นานไฉน  นาพ่อ
        เพียงปักษ์กลับสว่างไสว       ส่องหล้า
        "ท่านจันทร์ฯ" สู่สวรรค์ไกล   เกินกลับ  โลกนอ
        เดือนผ่านปีผ่านฟ้า             หมดสิ้นแสง "จันทร์ฯ"


         ภรรยาของผมนำโคลงที่แต่งนี้ไปวานคุณวัฒนะ บุญจับ  แห่งหอสมุดแห่งชาติ  ช่วยเขียนลงบนแผ่นผ้าขาวด้วยอักษรสีดำ  นำไปกราบถวายสักการะหน้าพระศพ  "ท่านจันทร์ฯ"  ที่บรรทมสงบอยู่ ณ ศาลากลางน้ำ  วัดเทพศิรินทราวาส  เมื่อค่ำวันพุธที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔

         ผมเคารพรักนับถือ  "ท่านจันทร์ฯ"  ไม่ใช่เพราะทรงอยู่ในชาติวุฒิ  คุณวุฒิ และวัยวุฒิอันสูงส่งเท่านั้น  แต่ที่ประทับใจไม่รู้ลืมเลือน  คือ  ความที่ทรงเป็นสุภาพบุรุษนักวิชาการอย่างแท้จริง  ความคิดความเห็นของคนเล็กน้อยอย่างผมซึ่งด้อยกว่าท่านทุกประการ  เป็นร้อยพันเท่า  หากท่านจะทรงเฉยเสียก็ย่อมได้  แต่ด้วยความที่ทรงเห็นด้วย และทรงรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้อ่านที่ควรจะได้รับฟังจึงอุตส่าห์เสด็จไปหาผม

        ผมเสียอีกที่บาปกรรมไม่ได้เขียนถวาย  จึงขอไถ่บาปด้วยข้อเขียนนี้  เทอญ

        



          

     

Sunday, October 22, 2017

เชิญผู้อ่านช่วยชี้แนะ ทักท้วงได้!

        ผู้อ่านที่หวังดีได้แนะนำว่า  ผมควรอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่นำมาเขียนน่ะครับ

        ผมขอขอบคุณคำชี้แนะ  แต่ไม่ทำหรอกครับ  เพราะผมมีเหตุขัดข้อง ๑๐๘ ประการ  ยกมาอ้างแค่ ๒-๓ ประการ คือ

        ๑.  ผมไม่ได้เขียนสารคดี  รายงานการวิจัย หรือวิทยานิพนธ์
        ๒.  ผมเขียนทำนองเป็น "นิทาน"  ตามรอยพระบาทสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
             ที่ทรงพระนิพนธ์เรื่อง "นิทานโบราณคดี"  ซึ่งผมชอบอ่านมาแต่ยังเด็ก  ในยุคนั้นมี
             นิทานอ่านสนุกหลายๆ เรื่อง  เช่น  นิทานอีสป  นิทานเวตาล  นิทานอิหร่านราชธรรม
             นิทานอาหรับราตรี ฯลฯ 
        ๓.  เมื่อไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล  ผมก็อาจจะ "มั่วนิ่ม" ได้ละสิ?  อ๋อ... แน่นอนและ
             เป็นเจตนารมณ์ประการหนึ่งของผม  ที่จะให้ผู้อ่าน "คอยจับผิด"  ผมไม่โกรธเคืองหรอก
             เพราะผม "ไม่มีศักดิ์ศรี หรืออีโก้อะไรที่จะรักษา  แต่กลับจะเป็นสิ่งดียิ่งแก่วงการ  เพราะ
             ผู้ที่จะหาญกล้ามา "ทักท้วงจับผิด"  ก็ต้องศึกษา ค้นคว้า หาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความ
             ผิดอย่างยากลำบากกว่าการสอบสวนคดีของตำรวจ

        ตำรวจจับผู้กระทำผิด  ก็ปิดห้องสอบสวน  ถ้าคดีมีมูลก็ส่งสำนวนไปยังอัยการ  เป็นความลับอีกแต่การที่จะ "ทักท้วงจับผิด"  นิทานของผมต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ  ทำให้ผู้อ่านอื่นๆ ตื่นตัว  อาจจะถกเถียงกันขยายวง  เป็นการ "ขัดเกลาปัญญา" ยิ่งขึ้น

        ๔.  เมื่อปี ๒๕๒๕  ผมเป็นพาณิชย์จังหวัดชลบุรี  คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ  บรรณาธิการวารสาร
             ศิลปวัฒนธรรม  ผู้เป็นสหายเก่าแก่แวะไปเยี่ยม และขอร้องให้ผมเขียน(อะไร)ให้บ้าง
             ผมบอกว่างานหลวงมาก  จึงเขียนอะไรให้ใหม่ๆ ไม่ได้  มีแต่เรื่องเก่าชื่อ "คุ้ยวรรณกรรม"
             ซึ่งเคยพิมพ์ที่หนังสือพิมพ์ "ชาวไทย" ราว ๑๐ ปีก่อนแล้ว

        คุณสุจิตต์ บอกว่าเคยอ่านๆ  เอามาเลย  และขยายความว่า  ถ้ามีผู้เขียนจากแวดวงอื่นๆ มาสนใจอ่านเขียนลงใน "ศิลปวัฒนธรรม"  ก็จะยิ่งมีคนสนใจว่า  ขนาดคุณซึ่งเป็นศิษย์คณะเศรษฐศาสตร์ และทำงานกระทรวงพาณิชย์  ยังสนใถึงกับเขียนเรื่องให้เลย

         ได้เรื่อง...!  คือ  เรื่อง  "คุ้ยวรรณกรรม"  ลงพิมพ์(ประกบ) ติดกับรายงานผลวิจัยวรรณคดีเรื่องหนึ่ง  ที่มหาบัณฑิตทางอักษรศาสตร์นำเสนอ  สาระบางประการ "ขัดแย้ง" กันบ้าง  ผมก็เฉยๆ เพราะผมไม่มีศักดิ์ศรีบารมีอะไรทางด้านศิลปวัฒนธรรม  แต่...ฉบับต่อมา  มีข้อเขียนของมหาบัณฑิตฯ ทักท้วงสั่งสอนผมลงตีพิมพ์ และยืนยันวิทยานิพนธ์ว่า...

          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒  กรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ทรงพระราชนิพนธ์  เรื่อง  "ลิลิตพระลอ"  เหตุผลหลัก คือ

         ๑.  บทไหว้ครูนำเรื่อง  ออกพระนามว่า "รามาธิบดี"  ย่อมหมายถึงพระรามาธิบดีที่ ๒
         ๒.  ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ใช้แต่งลิลิต  เป็นศัพท์โบราณยุคเก่าก่อนสมัยสมเด็จ
              พระนารายณ์มหาราช

         เรื่อง "คุ้ยวรรณกรรม" ที่พิมพ์ซ้ำนี้  ผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์สถิตย์ เสมานิล (อดีตกรรมการชำระพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕)  เพราะเมื่อปี ๒๕๑๕  ท่านอาจารย์ไปต่างจังหวัดหลายวัน  ขอให้ผมเขียนเรื่องไปลงแทนในคอลัมน์ "วิสาสะ"  ที่ท่านเขียนประจำในหนังสือพิมพ์ชาวไทย(รายวัน) ต่อเนื่องกัน ๑ สัปดาห์  สาระสำคัญของข้อเขียนคือ  ผมพิสูจน์ให้เห็นว่า

         ผู้แต่ง/ ทรงพระราชนิพนธ์และทรงพระนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง  "สมุทโฆสคำฉันท์" ในตอนเริ่มต้นคือ "พระมหาราช"  พญาแสนหลวง  กษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย  ที่พ่ายสงครามแก่กรุงศรีอยุธยา  ถูกคุมตัวกวาดเอาชาวเชียงใหม่เป็นเชลย  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ "ทุ่งมหาราช"  คำ "มหาราช"  ในที่นี้  หมายถึงตำแหน่งกษัตริย์แห่งล้านนานับแต่สมัยพระเจ้าติโลกราชเป็นต้นมา  คำเรียกว่า "มหาราช"  เช่นนี้  สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตฯ  ทรงใช้ในพระนิพนธ์เรื่อง "ลิลิตเตลงพ่าย" ด้วย  ดังนั้น  การที่มีคนไปตีความว่า "พระมหาราชครู"  คือผู้เริ่มประพันธ์  "สมุทโฆสคำฉันท์"  ทั้งๆ ที่พระนิพนธ์ท่อนท้าย  สมเด็จกรมพระปรมานุชิตฯ  ทรงนิพนธ์ชัดเจนว่า "มหาราช" ดังนี้

              "...แรกเรื่องมหาราชภิปราย  ไป่จบจนนารายณ์   นเรนทรสืบสรรค์สาร
            สองโอฐฤาสุดตำนาน             เป็นสามโวหาร      ทั้งข้อยก็ต้อยติดเติม

       
         ลักษณะคำประพันธ์  "กาพย์ฉบัง ๑๖ เช่นนี้  ถ้าจะทรงหมายถึง "พระมหาราชครู" จริงๆ ก็ย่อมทรงระบุได้เต็มภาคภูมิ  แต่เพราะ(มัน)ไม่ใช่!  ที่ใช่ก็คือ  "มหาราช(แสนหลวง)"  อดีตกษัตริย์นครเชียงใหม่ตะหาก

          ผมสรุปความเห็นว่า  กวีเอกสำคัญในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  คือ  "พญาแสนหลวง" หรือ "มหาราช" อดีตกษัตริย์แห่งนครเชียงใหม่  ซึ่งเข้ามาอยู่  ณ  ทุ่งมหาราช นอกเขตพระนครฯ   ผมไม่ได้ไปทักท้วงขัดคอใครนะครับ  เพราะผมเขียนเรื่องนี้ก่อนนานตั้งสิบปีแล้ว  แต่เผอิญถูกนำมาพิมพ์ซ้ำ "ชนกัน"  กับความเห็นที่ไม่ตรงกับ "มหาบัณฑิตฯ"  ซึ่งถ้าเป็นลำพังตัวผมเองก็จะไม่ทักท้วงโต้แย้งกับใครในวงการภาษาหนังสือ/ ศิลปวัฒนธรรมหรอก  แต่เผอิญเรื่องนี้  มีอาจารย์ผู้เฒ่าสถิตย์ เสมานิล  ในฐานะผู้ตรวจผ่านข้อเขียนของผมให้ลงพิมพ์แทนในคอลัมน์ "วิสาสะ" ของท่านด้วย  ดังนั้น  ถ้าความเห็นในข้อเขียนของผมออกมาผิดๆ  อาจารย์ก็พลอย "เห่ย" ด้วย  แต่ท่านอาจารย์หายสาบสูญไปตั้งแต่ ๒๕๒๓-๒๕๒๔  ก่อนราวปีเศษ  จึงเป็นภาระที่ผมจำเป็นต้องเขียน(สดๆ) ชี้แจงโต้แย้งเพื่อศักดิ์ศรีของอาจารย์ด้วย 

         เรื่องราว หรือข้อเขียนที่เราโต้แย้งกัน  เป็นเรื่องดีมีสาระ  ผมนำทุกถ้อยคำมารวมพิมพ์แจกในปลายปี ๒๕๒๖  เล่มบางๆ ปกสีขาว  อักษรสีแดง  มีรูปซุ้มประตูเข้าวัดโพธิ์(พระเชตุพนวิมลมังคลาราม)  เป็นภาพปก  ในหัวเรื่อง "คุ้ยวรรณกรรม"  พิมพ์ ๑,๐๐๐ เล่ม  แจกหมด  ไม่นานเดือน  ผมได้พบศาสตราจารย์เสฐียร พันธรังสี  เลขาธิการราชบัณฑิตยสภา  ท่านขอ "คุ้ยวรรณกรรม" อีกเล่ม  พร้อมเล่าว่ามีเพื่อนไปหาท่าน และนั่งอ่าน "คุ้ยวรรณกรรม" จบแล้วบอกว่า  "หนังสือนี้ดีนี่  ผมขอนะ"  อาจารย์เสฐียร ปรารภว่า  "นี่ถ้าคุณศุภกิจไม่มีให้อีก  ผมต้องไปทวงคืน..."

        ๒-๓ ปีต่อมา  ศาสตราจารย์ฐะปะนีย์ นาครทรรพ  ได้รับมอบหมายจากสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทย  ให้เป็นประธานจัดงานฉลอง "๒๐๐ ปีท่านสุนทรภู่"  ในช่วงปลายมิถุนายน ๒๕๒๙  ท่านอาจารย์ไม่ได้งบประมาณจากไหน  จึงใช้ที่บ้านในซอยสีฟ้า  ถนนพหลโยธินซอย ๙ เป็นที่ประชุมเตรียมงาน  คณะกรรมการก็ล้วนครูภาษาไทยที่เคารพรักท่านอาจารย์  อาสามาช่วยทำงานโดยมีจงจิตภรรยาของผม  ได้รับมอบหมายให้เป็นกรรมการเลขานุการ  คงเพราะเธอพิมพ์ดีดได้  ทำงานแคล่วคล่องว่องไว  และที่อยู่ของเราคืออาคารชุดพิบูลวัฒนา  อยู่ในย่านใกล้ๆ บ้านท่าน  ผมขับรถ ๕ นาที  ก็พาเธอไปร่วมทำงานได้ทัน

        ครั้งหนึ่งเราไปก่อนเวลานัด  ท่านอาจารย์บอกผมว่า  "...จะบอกคุณหลายวันแล้วนะว่า  อาจารย์เปลื้อง (ณ นคร) เห็นด้วยกับคุณแล้วนะว่า พญาแสนหลวง เป็นผู้แต่งลิลิตพระลอ"  ท่านชี้ให้ผมไปอ่านหนังสือเรื่อง  "ประวัติวรรณคดีไทย"  ซึ่งเป็นผลงานของท่านอาจารย์เปลื้อง ณ นคร  หรือ "นายตำรา ณ เมืองใต้" จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช หลายสิบครั้ง

        "ประวัติวรรณคดีไทย"  ฉบับพิมพ์ใหม่ในขณะนั้นปี ๒๕๒๘  ได้ปรับแก้ข้อมูลเดิม  ที่เคยเขียนไว้ (ตามกรมศิลปากร) ว่า  "มหาราชหรือยุวราช" ผู้ทรงพระนิพนธ์ คงจะเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยา  ทรงพระราชนิพนธ์... ครั้งนี้  ท่านอาจารย์เปลื้อง ณ นคร  "ฟันธง" เลยว่า พญาแสนหลวง  มหาราชแห่งนครเชียงใหม่  ทรงพระนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง "ลิลิตพระลอ"

         ผมอ่านหลายเที่ยวด้วยความปีติ  คิดว่าไปซื้อหนังสือฯ นี้อีกเล่มดีไหม?  แต่ผมเป็น "คนใจเย็น" ผ่านมาเกือบ ๓๐ ปี  ยังไม่ได้ไปซื้อ  แต่ภรรยาผมมีเล่มเดิมครับ